ถาม-ตอบ
@Knot เจริญพร โยมน็อต
สภาพธรรมทุกอย่าง(รูปธรรม+นามธรรม)มีธรรมชาติแห่งความเกิด-ดับอยู่แล้วโดยปกติ แต่เพราะเรา “ไม่เห็น” ธรรมชาตินั้น จิตจึงถูก “ความไม่รู้” ปิดบังให้ “เห็นผิด” มาโดยตลอด จึงเกิดการหลงยึดสิ่งที่เกิด-ดับนั้นว่ามี “ตัวตน” อย่างแท้จริง “ทุกข์” จึงมีขึ้นตามแรงยึดนั้นๆ
พระโสดาบันได้ทำลายความเห็นผิดอันนั้น จึงเกิดปัญญารู้แจ้งรูปธรรมกับนามธรรมนั้นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของใครผู้ใดเลย จึงเกิดมี “ญาณทัสสนะ” อันบริสุทธิ์กระทำพระนิพพานให้แจ้งกับจิต เกิดมีองค์ธรรมรองรับในจิตว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนดับไปเป็นธรรมดา” นี่คือการเห็นความเกิด-ดับที่สมบูรณ์แบบ เรียกว่า “ทิฏฐิสัมปันโน” แปลว่า “ผู้มีความเห็นอันสมบูรณ์แบบ”
อารมณ์ ผัสสะ ธาตุ ขันธ์ อายตนะ เหล่านี้ไม่ใช่กิเลส จัดเป็นทุกขสัจจ์ที่จะต้องกำหนดรู้ เช่น ความโกรธ ความรัก ความชัง ความพอใจ ความเสียใจ ความฟุ้งซ่าน ความบีบคั้นทางจิต เป็นต้น” อารมณ์ก่อตัวมาจาก “สุขเวทนาและทุกขเวทนา” แม้เวทนาเหล่านี้ก็ “ไม่ใช่กิเลส” ประสบสุขเวทนาก็เกิดอารมณ์ที่ “ดี” ประสบกับทุกขเวทนาก็เกิดอารมณ์ที่ “ไม่ดี” เวทนามีมูลเหตุมาจาก “ผัสสะ” ซึ่งเป็นจุดตกกระทบระหว่างอายตนะภายในกับภายนอก แม้ผัสสะและอายตนะเหล่านี้ก็ไม่ใช่กิเลส คำถามก็คือแล้วกิเลสเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
ให้ทำความเข้าใจดังนี้ว่า เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ ในขณะที่ผัสสะเกิดกิเลสจึงเกิดขึ้น อารมณ์ ผัสสะ ธาตุ ขันธ์ อายตนะ จึงกลายเป็นกิเลสไป การเห็นความเกิด-ดับด้วยกิจของอริยสัจ ๔ จึงเป็นการเข้าไปแก้ไขกิเลสตรงๆเลย วิธีดำเนินการกำหนดดูความเกิด-ดับด้วยกิจของอริสัจ ๔ ให้กระทำดังนี้
๑. ให้กำหนดเห็นอารมณ์ที่ “เกิดกับตัวเรา” ในทุกๆอารมณ์ว่าเป็น “ทุกขสัจจ์” ด้วยการทักอารมณ์ตรงๆว่า “นี้คือทุกข์ นี้คือการเกิดขึ้นของทุกข์ นี้คือการตั้งอยู่ของทุกข์ ทุกข์กำลังเกิดกับจิต จิตกำลังมีทุกข์ปรุงแต่งอยู่” ให้ทักอารมณ์อย่างนี้ไว้เสมอๆ เมื่ออารมณ์ดับไปเราก็จะเห็น “ความดับ” ของอารมณ์ได้เอง
๒. ให้กำหนดเห็นความที่ “ไม่อยาก” จะประสบกับอารมณ์ที่มากระทบตนเองว่าเป็น “สมุทัยสัจจ์” ด้วยการทักสมุทัยตรงๆว่า “นี้คือสมุทัย นี้คือการเกิดขึ้นของสมุทัย นี้คือการตั้งอยู่ของสมุทัย สมุทัยกำลังเกิดในจิต จิตกำลังมีสมุทัยปรุงแต่งอยู่” ให้ทักความอยากอย่างนี้ไว้เสมอๆ เมื่อความอยากดับไปเราก็จะเห็น “ความดับ” ของความอยากได้เอง
๓. ให้กำหนดเห็นความดับของอารมณ์และความอยากไว้ว่าเป็น “นิโรธสัจจ์” ด้วยการเห็นความดับนั้นแล้วกำหนดว่า “นี้คือนิโรธ นี้คือการเกิดขึ้นของนิโรธ นี้คือการตั้งอยู่ของนิโรธ นิโรธกำลังเกิดกับจิต จิตมีนิโรธรองรับอยู่” ให้กำหนดนิโรธไว้อย่างนี้จิตจะเกิดการถอนตัวออกมาจากสภาวะของทุกข์ สมุทัยและนิโรธ จะเกิดภาวะรู้ตามความเป็นจริงขึ้นมา
๔. การรู้ตามความเป็นจริงในสัจจะ ๓ ข้อเบื้องต้นนั้น เรียกว่า “มรรคสัจจ์” เมื่อมรรคสัจจ์เกิดขึ้นก็รู้ว่ามรรคสัจจ์เกิดขึ้นแล้ว ก็ให้เจริญมรรคขึ้นด้วยการเห็นทุกข์ที่เกิดมาพร้อมกับสมุทัยจนเห็น “ความสิ้นกระบวนความของทุกข์” ในทุกๆคราว เมื่อมรรคเจริญมากขึ้นเรื่อยๆก็จะเห็นแต่ความเกิดกับความดับเท่านั้น จิตจะจับดูเกิด-ดับติดต่อเนื่องกันไปตลอดสายโดยไม่ขาดการต่อเนื่องเอง มรรคก็จะค่อยบริบูรณ์ขึ้นมาในตัวมรรคเอง
ทั้งนี้ จะต้องเข้าใจด้วยว่าอารมณ์ ๑ อารมณ์คือก็การเกิดขึ้นของขันธ์ทั้ง ๕ ผัสสะทุกผัสสะเป็นการประกอบการก่อตัวของขันธ์ ถ้าเห็นอารมณ์เกิด-ดับจะไม่เห็นขันธ์ ๕ แต่ก็มีขันธ์ ๕ อยู่ในนั้น ถ้าเห็นขันธ์เกิด-ดับ อารมณ์ก็จะหายไป ไม่ปรากฏให้รับทราบ ถ้าเห็นผัสสะเกิด-ดับ ก็จะไม่เห็นขันธ์ เพราะเป็นขณะแห่งการประกอบการรวมตัวของขันธ์ จึงเห็นแต่เพียงว่ามีสิ่งกระทบแล้วดับก็ไปเท่านั้น นี่คือความละเอียดตามลำดับการภาวนา เจริญพร
🙏🏻🙏🏻🙏🏻พระอาจารย์ต้น 🙏🏻🙏🏻🙏🏻
เครดิตเนื้อหาจาก โยมปุ๊ย

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น