เครื่องชี้ขาดการบรรลุ, แรงแห่งกรรม, อย่าขาดสติ
กุฏิหลังแรกของพระอาจารย์ต้นที่ดอยเวี๋ยงเกี๋ยววนา จ.เชียงราย
เครื่องชี้ขาดการบรรลุ
ความสำคัญของการบรรลุมรรคผลที่เป็นเครื่องชี้ชาดการบรรลุได้ ผู้บรรลุจะเห็นพระนิพพานด้วยอำนาจแห่งอริยมรรค-อริยผล แล้วจะเกิด 'ปัจจเวกขณะญาณ' ขึ้นมาเป็นเครื่องตัดสินการละกิเลสที่ขาดออกจากจิตได้
ปัจจเวกขณะญาณเป็นญาณที่เกิดขึ้นเฉพาะพระอริยเจ้าขั้นโสดาบันขึ้นไป ต่ำกว่าพระโสดาบันจะไม่เกิด แม้จะเจริญวิปัสสนาแก่กล้ารู้สภาวะไตรลักษณ์ชัดแค่ไหนก็ตาม หากจิตยังไม่เข้าสู่อริยผลก็จะไม่เกิดปัจจเวกขณะญาณขึ้นได้ หรือพูดง่ายๆว่า ปัจจเวกขณะญาณจะไม่เกิดกับบุคคลที่เป็นปุถุชน จะเกิดขึ้นแต่เฉพาะในพระอริยเจ้าเท่านั้น ปัจจเวกขณะญาณจะทำหน้าที่พิจารณากิเลสที่ละได้ (จะบอกเราว่าเราละกิเลสตัวไหนได้บ้างแล้ว) จะพิจารณากิเลสที่เหลืออยู่ (จะบอกเราว่ากิเลสตัวไหนที่ยังละไม่ได้) จะพิจารณาพระนิพพาน(จะบอกธรรมชาติของพระนิพพานให้จิตเราได้ทราบ) จะพิจารณาอริยสัจ ๔ (จะบอกอริยสัจ ๔ โดยสภาวะของตัวธรรม) พิจารณาการปิดอบายภูมิของจิตได้อย่างถาวร(จะบอกให้เราทราบถึงการไม่บังเกิดในอบายอีกตลอดกาลนาน) และพิจารณาการเกิดในภพชาติว่า จะได้เกิดอีก ๗ ชาติเป็นอย่างมาก
ปัจจเวกขณะญาณเป็นความรู้ที่เชื่อถือได้ เพราะเกิดขึ้นด้วยอำนาจของอริยมรรค-อริยผล ไม่ได้เกิดขึ้นจากการคาดคะเนหรือคาดเดาไว้ก่อน เกิดขึ้นเพราะการละกิเลสได้ตามที่เป็นจริง
การบรรลุมรรคผลของบุคคลจึงเป็นการบรรลุที่ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจเอาเองว่าตนบรรลุและไม่มีทางหลงผิดในการบรรลุแน่นอน เพราะปัจจเวกขณะญาณจะคอยแนบกำกับจิตใจของผู้บรรลุอยู่ตลอดสายไม่ให้หลงผิดในการบรรลุ ผู้บรรลุจึงสามารถพยากรณ์ตนเองได้โดยไม่ต้องถามผู้อื่น หรือคอยให้ผู้อื่นมาพยากรณ์มรรคผลให้ เพราะปัจจเวกขณะญาณจะไม่ปล่อยให้ผู้บรรลุหลงผิดในหนทางการดำเนินอยู่ จึงเป็นที่แน่นอนใจได้ว่า
การบรรลุมรรคผลนั้นเป็นการบรรลุที่ไม่ผิดเพี้ยนจากหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแน่นอน ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งที่ผู้บรรลุถึงมรรคผลที่ได้เข้าถึงผลของการปฏิบัติที่แท้จริงนั้นก็คือ ผู้บรรลุผลในแต่ละขั้นจะไม่มีความรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้บรรลุ และไม่มีความสำคัญตนว่าเป็นพระโสดาบัน เป็นสกทาคามี เป็นอนาคามี และเป็นพระอรหันต์เลย แต่จะรู้ชัดถึงการละกิเลสสังโยชน์ และกิเลสที่ถูกทำลายลงได้อย่างแจ่มแจ้งในตน จะไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่า “ตนเป็นผู้บรรลุ” เด็ดขาด
จารุวณฺโณ ภิกฺขุ
เมื่อเวลาวิบากกรรมจะให้ผล พลังแห่งกรรมจะเชื่อมโยง บุคคล กาลเวลา สถานที่ เพื่อกระทำเหตุการณ์ให้เกิดขึ้น พลังแห่งกรรมจะดึงบุคคลที่อยู่ในข่ายแห่งวิบากให้เข้ามารับกรรมวิบากร่วมกันอย่างที่คาดคิดไม่ถึง
ในโลกนี้ ไม่มีใครต้านแรงแห่งกรรมได้ และกรรมจะออกมาในรูปลักษณะไหนนั้น ก็ไม่มีใครที่จะทราบได้ แต่เมื่อมันเกิดขึ้น ก็มีแต่ต้องก้มหน้าก้มตายอมรับโดยฝ่ายเดียว เพราะเป็นทางเดียวที่จะทำให้กรรมนั้นเป็นอโหสิได้ (กรรมที่ให้ผลสำเร็จแล้ว) คือต้องยอมรับ จะทำอย่างไรได้เล่า ก็ชีวิตย่อมเป็นไปตามกรรมอยู่แล้ว จะโทษกรรมก็ไม่ได้ จะโทษตนเองก็ไม่ถูก จะโทษคนอื่นก็ใช่เหตุ การที่มัวแต่โทษสิ่งนั่นสิ่งนี้อยู่ ย่อมทำให้ชีวิตจมปลักและข้องอยู่กับปัญหา หากจะโทษก็ให้โทษวัฏฏสงสารการเวียนว่ายตายเกิดที่เราหาข้อยุติกับมันไม่ได้ มันเป็นโทษของวัฏฏะโดยแท้ !
ผู้ฉลาด ย่อมเรียนรู้ความผิดพลาดมากกว่าที่จะไปโทษความผิดพลาด ฉันใด ผู้ฉลาดย่อมเรียนรู้กรรมและผลของกรรมที่เกิดขึ้น มากกว่าที่จะไปโทษกรรมที่กำลังให้ผลอยู่ ฉันนั้น ทางที่ดีที่สุดให้หาทางออกไปจากวัฏฏะนี้ให้เร็วที่สุด จึงจะได้รับความปลอดภัยจากโทษแห่งวัฏฏะนั้น แม้กรรมจะยังส่งผลอยู่ กรรมนั้นก็เป็นอโหสิกรรมที่ให้ผลสำเร็จเป็นชาติสุดท้าย
จารุวณฺโณ ภิกฺขุ(พระอาจารย์ต้น)
ความกลัว เป็นธรรมชาติปกติวิสัยอย่างหนึ่งของมนุษย์ เป็นธรรมชาติที่แสดงออกให้มนุษย์รับรู้ถึงภัยที่จะเข้ามาคุกคามชีวิต แล้วหาวิธีการปกป้องตนเองจากภัยที่จะเกิดขึ้น หลายครั้งที่มนุษย์ประสบกับภัยต่าง ๆ แล้วผ่านพ้นมาได้ ก็เพราะความกลัวนี่เองที่ส่งสัญญาณให้มนุษย์รู้จักเอาตัวรอดในภาวะที่เลวร้ายได้
ความกลัวจึงไม่ใช่กิเลสในตัวมนุษย์ แต่เป็นลักษณะของการสืบต่อระบบขันธ์ ๕ เมื่อความกลัวแสดงออกในระบบขันธ์ ๕ จะเกิดการหยั่งลงสู่อารมณ์สืบต่อระหว่าง “ขันธ์กับอารมณ์” จึงเกิดการกระทำตอบต่ออารมณ์ในภาวะนั้น เมื่อได้กระทำตอบต่ออารมณ์ในคราวใด ก็เป็นการสืบต่อขันธ์ (กับอารมณ์)ในคราวนั้น เมื่อความกลัวไม่ใช่กิเลส การสืบต่อระบบของขันธ์ก็ต้องไม่ใช่กิเลส เป็นเพียงแค่อุปาทานของขันธ์(ความยึดโยงของขันธ์)เท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” เมื่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ อุปาทานขันธ์จึงไม่ใช่กิเลส แต่หากเมื่อใดที่มนุษย์ “หลงคล้อย” ไปกับอาการกลัวที่เกิดขึ้น กิเลสก็จะเริ่มก่อตัวขึ้นจากภายในทีละนิด จากความกลัวก็จะกลายเป็น “ความหวาดกลัว” จิตจะถูกอารมณ์แห่งความหวาดกลัวครอบงำแล้วตกอยู่ในห้วงแห่ง “ความหวาดวิตก ความกังวล ความกระวนกระวาย ความหวาดระแวง” มนุษย์ก็จะขาดสติ หากมนุษย์ “มีสติ” รู้จักความกลัวที่เกิดขึ้น ไม่ตื่นตระหนกไปกับสถานการณ์ที่เลวร้าย แสวงหา “ความรู้และวิธีป้องกันภัย” ที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง แนะนำความรู้และวิธีป้องกันกับคนรอบข้างให้เข้าใจ เมตตาเผื่อแผ่น้ำใจต่อกันและกัน นี่จึงจะเป็นวิธีการที่จะทำให้มนุษย์ก้าวผ่านความกลัวและเข้าถึงการปกป้องตนเองบนพื้นฐานของ “สติปัญญา” ซึ่งจะทำให้มนุษย์ผ่านพ้นวิกฤตที่เลวร้ายได้
จารุวณฺโณ ภิกฺขุ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น