แก้ความซัดส่ายของจิตอย่างไร?
ปุจฉา : พระอาจารย์เจ้าคะ เวลาจิตมันซัดส่าย เราจะหยุดคิดหยุดปรุงมันจะต้องใช้วิธีการใดเจ้าคะ?
วิสัชนา : วิธีการแก้คือ ให้รู้จักความซัดส่ายของจิตว่า ความซัดส่ายนี้เป็นผลมาจากอะไร หากจิตตั้งอยู่ตามปกติแล้วก็คงจะไม่ซัดส่ายแน่ แสดงว่าต้องมีสิ่งที่มากระทบกับจิตจึงเกิดความซัดส่ายได้
การที่เราไม่รู้ว่าความซัดส่ายของจิตเป็นผลมาจากการกระทบของจิต เราจึงปรุงแต่งจิตต่อจากเรื่องที่มากระทบ ยิ่งปรุงจิตก็ยิ่งซัดส่าย แล้วเราก็มักจะไปหยุดการปรุง ยิ่งเข้าไปหยุดการปรุงก็ยิ่งปรุงไปกันใหญ่อีก จะหาข้อยุติไม่ได้ จนหมดแรงปรุง อารมณ์ในจิตจึงค่อยคลายลง
หากเราย้อนกลับไปรู้จักเหตุแห่งความซัดส่ายว่ามาจากสิ่งที่กระทบจิต เราก็จะทราบเหตุของปัญหา และเมื่อเราทราบเหตุของปัญหาแล้วก็ให้เราเข้าใจเหตุของปัญหานั้นว่า ความซัดส่ายมาจากเหตุอันนี้ เพราะมีเหตุอย่างนี้จึงมีผลอย่างนี้ ไม่ต้องไปทำอะไรกับเหตุที่มากระทบจิต เพียงแค่ให้รู้จักว่าอะไรคือเหตุ อะไรคือผล แล้วให้ “ยอมรับ” ในเหตุและผลที่กำลังเกิดขึ้นในจิต แล้วจิตเราจะหยุดปรุงเอง
ปุจฉา : โยมพิจารณาว่าสิ่งที่มากระทบคือสิ่งที่ถูกรู้ และจิตที่รู้เป็นอีกผู้หนึ่ง ดูแบบนี้ไปเรื่อยๆ ถูกต้องหรือเปล่าคะ?
วิสัชชนา : ดูแบบนั้นก็ได้ แต่ก็ขอให้เข้าใจเรื่องจิตกับอารมณ์ด้วย เพราะ “ความเข้าใจ” จะช่วยควบคุมการปรุงแต่งของจิตเอง
ปุจฉา : จิตบางครั้งผ่องใสบางครั้งขุ่นมัว สตินี้ต้องตามทันใช่หรือไม่คะท่านพระอาจารย์?
วิสัชนา : จิตจะผ่องใสหรือขุ่นมัว ล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่กระทบกับจิต หากเป็นสิ่งที่ดีเป็นบุญกุศลเป็นธรรมะมากระทบ จิตก็จะผ่องใส หากเป็นสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่เป็นความวุ่นวายเป็นอกุศลมากระทบ จิตก็จะขุ่นมัว
ทั้งจิตผ่องใสหรือขุ่นมัวก็เป็นเพียงสักแต่ว่าจิตเท่านั้น เพราะจิตเป็นธรรมชาติรับสิ่งที่มากระทบทั้งดีและไม่ดีอยู่แล้ว แต่เราไม่ค่อยจะเข้าใจจิตตัวเราเองสักเท่าไหร่
คำว่า 'ตามให้ทัน' นั้น หมายถึงให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของจิตทั้งด้านดีและด้านไม่ดี คือให้เข้าใจจิตว่า จิตจะต้องเปลี่ยนไปในสองด้านนี้เสมอ เดี๋ยวก็ดีบ้างเดี๋ยวก็ไม่ดีบ้างเป็นธรรมดา
เมื่อเราเข้าใจจิตเราก็จะไม่บังคับจิต แต่เราจะรู้จักเลือกสิ่งที่มากระทบจิตว่า สิ่งไหนควรยอมรับ สิ่งไหนควรละ
ปุจฉา : อารมณ์ความรู้สึกว่าสิ่งใดควรยอมหรือควรละ สำหรับนักปฎิบัติใหม่ควรจะวางอารมณ์หรือจิตแบบไหนให้เท่าทัน ขอสาธยายด้วยเถิดท่านพระอาจารย์
วิสัชนา : พระพุทธเจ้าตรัสเป็นอุบายให้พิจารณาเอาเองว่า "อารมณ์ใดที่จิตเกี่ยวข้องแล้วกุศลเจริญขึ้น อกุศลเสื่อม อารมณ์นั้นควรยอมรับ อารมณ์ใดที่จิตเกี่ยวข้องแล้วกุศลเสื่อม อกุศลเจริญขึ้น อารมณ์นั้นควรละ"
จารุวณฺโณ ภิกฺขุ 16 พ.ค. 2563
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น