ดับอาสวะอย่างไร, พระศาสดายังคงอยู่



ดับอาสวะอย่างไร
            พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อาสวะมักจะเกิดขึ้นบ่อยๆแก่บุคคลผู้คอยเพ่งโทษคนอื่นอยู่เป็นนิตย์" หากไม่อยากให้อาสวะ(โทสะ)เกิด เราจะต้องฝึกที่จะไม่เพ่งโทษใครๆ เลย แม้ตอนนี้เราหยุดเพ่งโทษคนอื่นแล้ว แต่ความที่เราเคยเพ่งโทษในก่อนๆนั้นยังคงติดค้างอยู่ โทสะก็ยังคงเกิดขึ้นในจิตเราได้อยู่เรื่อย ๆ
            หากเป็นเช่นนี้ก็อย่าไปทำอะไรกับโทสะนั้น ปล่อยให้โทสะเกิด ปล่อยให้โทสะดับไปตามธรรมดาของมัน แต่ในระหว่างนั้นระวังอย่าหลงเพ่งโทษใครๆอีก เมื่อทำได้เช่นนี้ อาสวะก็จะดับไปได้
จารุวณฺโณ ภิกฺขุ (พระอาจารย์ต้น)



            พระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ คำว่า “ศาสดา” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงตัวบุคคล แต่มุ่งหมายถึง 'คำกล่าวสอน' ในบรรดาคำกล่าวสอนทั้งหลาย "ธรรมะ" เป็นสุดยอดแห่งคำกล่าวสอนทั้งหมด ธรรมะ เป็นธรรมชาติไร้รูปลักษณ์ ไร้ภาษา ไร้คำพูด แต่การที่จะเข้าถึงธรรมะได้ ก็ต้องอาศัยการสื่อสารด้วยภาษา หากจะบอกว่าพระไตรปิฎกเท่านั้น ที่ได้บรรจุภาษาเพื่อการสื่อสารให้มนุษย์เข้าถึงธรรมะได้ก็ไม่ผิด เพราะหนังสือธรรมะทุกเล่ม ออกไปจากความรู้ในพระไตรปิฎกนี้ทั้งสิ้น
            หากไม่มีพระไตรปิฎก ก็จะไม่มีใครสามารถเข้าถึงธรรมะที่ ไร้รูปลักษณ์ ไร้ภาษา ไร้คำพูดได้เลย 'ปราชญ์ที่เข้าถึงธรรมแล้ว จะไม่ปฏิเสธพระไตรปิฎก' เพราะธรรมที่ท่านเข้าถึงแล้วนั้น ล้วนถูกกล่าวไว้ก่อนที่ท่านจะรู้เสียอีก ภาษา คำพูด บทบัญญัติ ในพระไตรปิฎก สื่อสารได้ตรงกับธรรมชาติแห่งความจริงยิ่งนัก หากจะกล่าวว่า พระไตรปิฎกเป็นพระศาสดาก็ไม่ผิด เพราะมนุษย์ได้อาศัยพระไตรปิฎกคอยพร่ำสอนในทางธรรมมาหลายพันปีแล้ว ไม่มีใครในโลกฉลาดเองได้โดยไม่มีคำกล่าวสอน คำกล่าวสอนจึงเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่ามากที่สุด ผู้ที่ไม่เคารพคำกล่าวสอนแล้วกล่าวออกมาพล่อยๆว่า "ธรรมะไม่ได้อยู่ในพระไตรปิฎกหรอก อย่าไปสนใจเลย ตั้งใจปฏิบัติกันดีกว่า"
            ผู้นั้น ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดในการที่จะพาตนเองและคนอื่นดิ่งลงไปสู่หล่มแห่งความโง่โดยถาวร
จารุวณฺโณ ภิกฺขุ


            ในแต่ละครั้งที่เราผ่านพ้นความลำบากในการใช้ชีวิต นั่นก็เพราะเรามีการงานทำ มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่ส่งผลให้เราสามารถทำการงานได้ง่ายยิ่งขึ้น เร็วยิ่งขึ้น ทำให้เราได้ทรัพย์มาจุนเจือ เลี้ยงดูครอบครัวและคนรอบข้าง พร้อมทั้งทำประโยชน์ต่อสังคม แต่ท้ายที่สุดแล้ว เราจะต้องกลับมารู้จักสิ่งที่จะเป็นเครื่องรองรับจิตของเรา หรือชีวิตในภายภาคหน้าเมื่อละชีวิตจากโลกนี้ไป เมื่อเราละชีวิตไป เราจะคาดหวังกับคนที่อยู่ข้างหลังว่าเขาจะอุทิศส่วนกุศลให้เราได้มากน้อยเพียงใด ช่วงแรก ๆ เขาอาจจะยังอุทิศส่วนกุศลให้บ่อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปการอุทิศก็คงจะลดน้อยลงไป
            ฉะนั้น สิ่งที่จะอยู่กับเราไปตลอด ก็คือบุญกุศลที่เราได้สร้างขึ้น หรือได้กระทำไว้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง แน่นอนว่า เครื่องอำนวยความสะดวกมีประโยชน์มาก แต่สิ่งเหล่านั้นเพียงเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ แต่ยังไม่ได้ช่วยดับทุกข์ให้แก่เรา เมื่อใดก็ตามที่เราขาดเครื่องอำนวยความสะดวก เราก็จะรู้สึกว่าเรากำลังมีทุกข์เสียแล้ว เช่น ไม่ได้ใช้โทรศัพท์ ๑ วัน ก็จะรู้สึกกระวนกระวายใจ นี่คือเรื่องราวที่ทำให้ได้เข้าใจว่า ความหมายของชีวิตของคนเรา มีแค่วันหนึ่งกับคืนหนึ่ง คือจบสิ้นไปในแต่ละวัน วันใหม่ก็ทำใหม่จึงจะมีความหมายใหม่สำหรับชีวิต จากนั้นก็ดับไปอีกวันหนึ่ง คืนหนึ่ง ตื่นใหม่ก็ทำใหม่ เช่นนี้ซ้ำ ๆ ซาก ๆ และสิ่งที่เราทำนั้น อำนวยผลเพียงแค่การใช้ชีวิตในปัจจุบันนี้เท่านั้น สิ่งที่จะอำนวยผลให้แก่เราในภาคหน้าต่อ ๆ ไปอีกอย่างยืดยาวนานหาที่สิ้นสุดไม่ได้คือ “การประพฤติธรรม การบำเพ็ญกุศล และคุณงามความดี” ที่เราจะสามารถทำได้ในฐานะแห่งความเป็นมนุษย์ และวิสัยของมนุษย์ก็สามารถทำได้อย่างถึงที่สุด ซึ่งจะสามารถดับทุกข์ให้เราได้อย่างสิ้นเชิง
            การที่จะดับทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิงนั้น เราจะต้องเห็นคุณค่าของหลักคำสอนเป็นสำคัญ เห็นสาระสำคัญในสิ่งที่เราจะปฏิบัติอยู่ทุก ๆ ขณะ ทุก ๆ ลมหายใจ เราจะปฏิบัติตนเองอย่างไรให้เกิดสติ เกิดปัญญา เกิดความรู้แจ้งตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา
---------------------
รียบเรียงจากบางส่วนบางตอนในการสนทนาธรรมให้ข้อคิดแก่ป้าลีเรื่อง “การดำเนินชีวิต” โดย “พระอาจารย์จารุวณฺโณ ภิกฺขุ (พระอาจารย์ต้น)”
ณ สถานศึกษาดอยธรรมนาวา วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม