รู้อย่างเดียวไม่คิด
ชี้แจงความจริงเกี่ยวกับ...รู้อย่างเดียวโดยไม่คิด
-------------
ปุจฉา : มีผู้แนะนำเกี่ยวกับการภาวนาว่า 'ให้ฝึกจิตโดยให้รู้อย่างเดียวไม่ต้องคิด ก็จะเข้าถึงมรรคผลได้' อยากทราบว่า วิธีการอย่างที่ว่าจะเข้าถึงมรรคผลได้จริงหรือไม่?
วิสัชชนา : การที่จะระบุว่าวิธีการแต่ละวิธีการจะเข้าถึงมรรคผลได้หรือไม่นั้น ไม่ควรที่จะลงความเห็นแบบเด็ดขาด เพราะบางทีครูอาจารย์ผู้สื่อสารภาษาธรรมอาจจะไม่ได้มุ่งหมายอย่างคำพูดนั้นก็มี แต่เราก็สามารถวิเคราะห์ได้ว่า คำสอนที่ว่า 'ให้ฝึกจิตโดยให้รู้อย่างเดียวไม่ต้องคิด ก็จะเข้าถึงมรรคผลได้' นั้น เป็นคำสอนที่ผิดไปจากมรรค ๘ แน่นอน เพราะหากไม่ใช้ความคิดก็ขัดกับมรรคข้อที่ ๒ คือสัมมาสังกัปปมรรค แปลว่า ดำริชอบ หรือคิดในทางที่ชอบนั่นเอง เมื่อไม่มีความคิดในทางที่ชอบ มรรคข้อนี้ก็ไม่ได้ถูกเจริญขึ้น การละกิเลสต้องอาศัยมรรคทั้ง ๘ ข้อ จึงจะละกิเลสได้ หากขาดข้อใดข้อหนึ่งก็ละไม่ได้ นี่คือสัจธรรมอย่างหนึ่ง
ครูอาจารย์ผู้ปฏิบัติบางท่านเข้าใจว่า ความคิดคือตัวปัญหา ความคิดเป็นผู้สร้างทุกข์ จึงพยายามที่จะไม่คิด หรือหาวิธีดับความคิด และเมื่อเข้าถึงภาวะที่ดับความคิดได้แล้ว ก็เข้าใจว่าตนดับทุกข์ได้ แล้วยึดภาวะนั้นว่าเป็นมรรคผลนิพพาน ซึ่งหากเข้าใจอย่างนี้ถือว่าปฏิบัติผิดอย่างมาก
ความคิดไม่ได้เป็นปัญหา แต่การที่ไม่รู้จักความคิดตามความเป็นจริงต่างหากล่ะคือปัญหา เราทุกคนแทบจะไม่ทราบเลยว่า การกระพริบตาก็คือความคิด การยกมือก็คือความคิด การก้าวย่างก็คือความคิด การนอนก็คือความคิด
พูดอย่างนี้เราอาจจะงง กระพริบตามันจะเป็นความคิดได้อย่างไร? ไม่ต้องงงนะ ให้พิจารณาตามดังนี้ เมื่อระบบร่างกายจะกระทำการกระพริบตาหนึ่งครั้ง จิตจะสั่งธาตุลมให้วิ่งไปที่เซลล์ประสาทตา (ภาษาอภิธรรมเรียกว่า จิตตะชะวาโยธาตุ-จิตสั่งลม) สั่งด้วยความคิด ทำให้ธาตุดิน (เปลือกตา) เคลื่อนไหว เมื่อลมเคลื่อนที่ไปที่เปลือกตา ธาตุไฟและธาตุน้ำก็จะทำหน้าที่ร่วมให้เปลือกตาอ่อนนิ่มแล้วกระพริบ กระบวนการนี้เกิดขึ้นรวดเร็วมาก (ในหนึ่งวินาทีระบบสั่งการนี้เกิดขึ้นราวๆ แสนล้านครั้ง) จนเราไม่เห็นว่าเป็นความคิด
เพราะฉะนั้น ทุกๆ กิริยาแห่งการเคลื่อนไหวของกายล้วนแล้วแต่เป็นความคิดทั้งนั้น แม้แต่การหายใจเข้าหนึ่งครั้งก็คือความคิด แต่เรามักจะเข้าใจกันว่า ความคิดคือเรื่องราวที่ตรึกนึกอยู่ภายใน ผู้ที่ภาวนาไม่ถึงจุดแห่งความรู้แจ้งอย่างแท้จริง จะไม่ทราบกระบวนการนี้เลย เมื่อเราได้ทราบอย่างนี้แล้ว เราจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงความคิดได้ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ตั้งความคิดไว้ในสัมมา คือตั้งความคิดให้ถูกต้อง แต่ไม่ได้สอนให้ดับความคิด
การภาวนาเป็นเรื่องที่ละเอียด ไม่ใช่เรื่องที่จะเข้าใจเอาเองได้เลย หากขาดการไตร่ตรองใคร่ครวญที่ดี หรือขาดครูอาจารย์ผู้รู้แจ้งคอยชี้แนะ ผู้ปฏิบัติก็หลงผิดในธรรมที่ตนเองปฏิบัติโดยเข้าใจว่าถูก ผลแห่งการปฏิบัติก็จะเป็นผลที่ผิด และจะมีการถ่ายทอดคำสอนที่ผิด มีผู้รับคำสอนที่ผิด
ด้วยเหตุฉะนี้ พระอาจารย์จึงได้นำมาข้อธรรมนี้มาให้เราทั้งหลายได้พิจารณา
จารุวณฺโณ ภิกฺขุ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น