เจดีย์... เรื่องที่ชาวพุทธควรรู้ ตอน ๒
เจดีย์... เรื่องที่ชาวพุทธควรรู้ ตอน ๒
ที่จริงแล้ว รูปปั้นต่าง ๆ นั้นเป็นอารยธรรมของกรีกโบราณ เป็นศิลปวัฒนธรรม เป็นปฏิมากรรมที่กรีกนิยมชมชอบ ซึ่งมีมาก่อนพุทธกาล นั่นหมายถึงว่าพระพุทธเจ้ารับรู้เรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ในครั้งที่พระองค์ทรงพระชนม์อยู่นั้น พระองค์มิได้ยกเอาการสร้างรูปเคารพนี้ ให้ขึ้นมาเป็นตัวแทนของพระองค์ เพราะพระองค์ไม่ได้ทรงให้ความสำคัญกับวัตถุ แต่ทรงให้ความสำคัญกับธรรม
ดังนั้น วัตถุที่พระพุทธเจ้าให้ความสำคัญเทียบเท่ากับพระองค์เอง ได้แก่ ธาตุเจดีย์ คือกระดูกของพระองค์
ปริโภคเจดีย์ คือต้นพระโพธิอันเป็นที่ประทับตรัสรู้ อุเทสิกะเจดีย์ คือการยกพระสัทธรรมขึ้นมาแสดง แบบเรียนในหลักสูตรนักธรรมระบุว่า พระพุทธรูปคืออุเทสิกะเจดีย์ จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิด ไขว้เขวกันไปทั้งหมด เกิดข้อขัดแย้งในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า นั่นคือการเติมต่อสิ่งที่ไม่ใช่หลักคำสอน ก่อให้เกิดการปนเปื้อนด้วยความเห็นผิดในหลักคำสอน จึงทำให้สังคมพุทธของประเทศไทยเน้นวัตถุมากกว่าธรรม นำไปสู่การให้ความสำคัญของวัตถุให้เป็นประดุจดั่งแก่นสารสาระของศาสนา
อีกทั้ง ยกให้พระพุทธรูปให้เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า จนมองไม่ออกว่าอะไรคือตัวแทนของพระพุทธองค์ที่แท้จริง พร้อมทั้งเกิดการละเลยพระธรรมคำสอน ละเลยวินัยที่พระองค์ทรงวางไว้ เมื่อมนุษย์เห็นและให้ความสำคัญกับรูปเคารพ ทุ่มเทให้รูปเคารพเป็นประดุจดั่งแก่นสารสาระของศาสนา สร้างขึ้นมาใหญ่ที่สุดในโลกเพียงใดก็ตาม สร้างขึ้นมาจำนวนมากเพียงใดก็ตาม ก็ยังไม่มีใคร “พ้นทุกข์” จากรูปเคารพได้เลย
อีกทั้ง ชาวพุทธตีความหมายของคำว่า “เจดีย์” ผิดไป คือไปเข้าใจว่าเจดีย์ต้องเป็นรูปสัณฐานปลายแหลม แท้จริงแล้ว เจดีย์ในความหมายของพระพุทธเจ้าไม่ใช่สิ่งเหล่านั้นแต่อย่างใด พระองค์ทรงบอกว่าเจดีย์คือสิ่งที่ก่อให้เกิดการระลึกถึง ไม่ใช่การสร้างรูปเจดีย์แบบยอดแหลม พระองค์ทรงบอกว่าแม้แต่จีวร หรือบาตรของพระองค์ก็ถือว่าเป็นเจดีย์ได้ ในหมู่ชาวพุทธเมื่อเราเข้าใจหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าผิด การกระทำของพวกเราจึงเกิด ความผิดเพี้ยนไปด้วย ส่งผลให้คนในยุคหลังเข้าใจทิศทางพระพุทธศาสนาผิดพลาด ทำให้เกิดการหลงประเด็นในการสืบทอดศาสนาให้เป็นไปในมุมมองที่ผิดพลาด ด้วยการยึดเอารูปเคารพ รูปวัตถุ หรือสร้างถาวรวัตถุทางศาสนาให้ยิ่งใหญ่กว่าการสร้างธรรม เนื้อหาที่พระองค์ทรงสอนทั้งหมดที่เป็นหลักใหญ่ ที่พระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนามาตั้งแต่ตรัสรู้จนถึงปรินิพพาน คือการแสดงหลักธรรมของอริยสัจสี่ อริยสัจสี่คือธรรมที่ครอบคลุมธรรมทั้งหมดที่พระองค์ทรงแสดงมาตลอดพระชนม์ชีพ บุคคลใดก็ตามรู้แจ้งในอริยสัจสี่ บุคคลนั้นเท่ากับเป็นผู้รู้ทั่วถึงธรรมที่พระองค์ทรงแสดงไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เพราะธรรมทั้งหมดรวมลงสู่อริยสัจสี่
สรุปว่าหัวใจของคำสอนก็คืออริยสัจสี่ ประกอบด้วย ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับของทุกข์ และวิธีปฏิบัติต่อทุกข์ วิธีปฏิบัติต่อเหตุแห่งทุกข์ วิธีปฏิบัติต่อการดับไปของทุกข์ การรู้และเข้าใจหลักของอริยสัจสี่นี้ จึงถือเป็นการเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา
***************************************
ที่มา : เรียบเรียงจากบางส่วนบางตอนในการสนทนาธรรมกับมาดามรถถัง (คุณนพรัตน์ กุลหิรัญ) โดยพระอาจารย์จารุวณฺโณ ภิกฺขุ (พระอาจารย์ต้น) ณ สถานศึกษาธรรมดอยธรรมนาวา

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น