อย่าหนีทุกข์
การที่จิตรับอารมณ์ที่มากระทบ แล้วทำให้เรารู้สึกทุกข์ได้นั้น แสดงว่าเราอยู่ในโลกของความเป็นจริง เพราะโลกนี้ไม่ได้มีความสุข ที่จริงแล้วสุขมีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี แต่เป็นเพียงแค่สุขชั่วระยะห่าง เรียกว่าเป็นช่วงเข้ามาคั่นความทุกข์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
แท้จริงแล้ว เราไม่ได้สร้างความทุกข์ขึ้นมา ความทุกข์มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ นั่นหมายถึงความทุกข์เป็นพื้นฐานของชีวิตคนเรา ส่วนความสุขนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องพยายามแสวงหา และสร้างขึ้นมาตลอด เมื่อความสุขถูกสร้างขึ้นมาแล้ว ก็จะเข้ามาแทรกภาวะของความทุกข์ในชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
การที่เรามีความทุกข์ในชีวิต จึงทำให้เราพุ่งเป้าไปที่ความสุข อะไรที่เป็นความสุข เราจะแสวงหาเข้ามา โดยที่เราไม่เข้าใจว่า การแสวงหาความสุขคือเครื่องบ่งบอกถึงความทุกข์ที่เราเป็นอยู่ในขณะนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราฉลาดมากขึ้น ด้วยการกลับมามองชีวิตตามความเป็นจริงว่า ชีวิตมีความทุกข์อยู่แล้ว จึงไม่ต้องกลัว ให้กล้าเผชิญกับความทุกข์ จิตดวงใดก็ตามเมื่อกล้าเผชิญกับความทุกข์ จิตดวงนั้นจะกล้าแข็งขึ้นมา
จิตที่กล้าแข็งจะอยู่เหนืออารมณ์แห่งความทุกข์ เมื่อจิตอยู่เหนือความทุกข์ ไม่ใช่ว่าความทุกข์ไม่มี ความทุกข์ยังคงมี แต่จิตจะไม่ถูกความทุกข์ครอบงำ จิตดวงนั้นจึงเป็นจิตที่ไม่มีทุกข์ เป็นจิตที่มีความรู้ หากยอมปล่อยจิตให้ถูกกระทบด้วยอารมณ์แห่งความทุกข์ เราจะเป็นอิสระ ไม่ต้องมาคอยหวงจิต ไม่ต้องมาคอยกันอารมณ์ สงบก็ตาม ไม่สงบก็ตาม เป็นเรื่องของอารมณ์ ไม่ใช่เรื่องของเรา
ในเมื่อจิตมีหน้าที่รับอารมณ์อยู่แล้ว เราจะมีอิสระ ไม่ต้องคอยไปปกป้อง หวงแหน กระทำตอบต่อสิ่งที่ไม่ต้องการด้วยการผลักไส หรือปฏิเสธ และพยายามดึงเอาแต่สิ่งที่ต้องการเข้ามา การผลักไสสิ่งที่เห็นว่าไม่ดีออกไป ก็จะต้องทำอย่างนี้ไปตลอดชีวิต เพราะเราต้องเจอทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี ทางสายกลางของพระพุทธเจ้าจึงไม่ให้ปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้น พระองค์ใช้คำว่า ไม่ยินดีในสิ่งที่ชอบใจ และไม่คัดค้านในสิ่งที่ไม่ชอบใจ เมื่อไม่ยินดีและไม่คัดค้าน จิตจะเข้าสู่ความเป็นกลาง เมื่อจิตเป็นกลาง ความเห็นที่ถูกต้องจะไปแยกอารมณ์พวกนี้ออก ซึ่งจะทำให้เราพบความสงบแบบถาวร เมื่อเราฝึกปฏิบัติเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จิตจะสัมผัสกับพระนิพพาน เรียกว่ากระแสแรกของพระนิพพาน แต่จิตจะสัมผัสกับพระนิพพานได้ ก็ต้องเห็นอารมณ์ที่มากระทบจิตนั่นแหละเกิด-ดับ นั่นหมายถึงเราต้องมีอารมณ์ไว้เพื่อเป็นเครื่องกำหนดรู้การเกิดและการดับของอารมณ์
เพราะฉะนั้น เมื่อเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้แล้ว เราจะไม่กลัวสิ่งที่เป็นความวุ่นวาย เพราะการที่ความวุ่นวายเข้ามาสู่จิตสู่ใจ จะมีผลให้เราได้เห็นอารมณ์ และเห็นการเกิดการดับ ซึ่งจะทำให้จิตเข้าไปสืบต่อพระนิพพาน เมื่อจิตสัมผัสพระนิพพานแล้ว อิสรภาพจะเกิดขึ้นในเบื้องต้น จิตของเราจะปลอดโปร่ง โล่ง สบาย และสัมผัสได้กับความสงบเยือกเย็นของพระนิพพาน โดยจะไม่ตกต่ำอีกเลยตลอดอนันตกาล และจะไม่ตกไปสู่อบายภูมิด้วย เราจะปิดอบายภูมิได้ตลอดชีวิต แต่ทั้งนี้ ต้องอาศัยความพากเพียรในการประพฤติปฏิบัติตามหลักการที่ได้แนะนำไป ซึ่งเป็นหลักการที่สามารถปฏิบัติได้ในขณะที่เราใช้ชีวิตอยู่ตามปกติ ...
เรียบเรียงจากบางส่วนบางตอนของหนังสือเรื่อง “จิตกับอารมณ์” โดย จารุวณฺโณ ภิกฺขุ
(หน้า ๑๕ – ๑๘) วันที่ 24 พ.ย.2561

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น