มองชีวิตให้ออก





มองชีวิตให้ออก

            เมื่อใดก็ตาม ที่เรายังไม่รู้แจ้งอยู่ภายในตนเอง เมื่อนั้นเราก็ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้หลง” ในสิ่งที่เรากำลังกระทำและใช้ชีวิตอยู่ แม้บางครั้งชีวิตจะมีความสุข แต่ก็เป็นความสุขเพียงแค่ขณะหนึ่ง ชั่วครู่หนึ่งเท่านั้น เป็นช่วงที่รอการล่วงไป ละไป ดับไป สิ้นไปเท่านั้น โดยความสุขนั้นจะต้องทำขึ้นมาใหม่อยู่เรื่อย ๆ เช่นนี้เสมอ 

แต่ในความหมายของพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอนให้เรารู้จักตัวเอง มองตัวเองให้ออก มองชีวิตให้ออก 

เราไม่สามารถล่วงรู้ถึงชีวิตที่ละไปแล้วได้ เราเองก็ไม่ทราบว่าเมื่อเราตายไปแล้วเราจะเป็นอย่างไร อะไรคือคำตอบ อะไรคือเครื่องยืนยัน การตายนั้น ไม่ใช่ทุกคนจะแก่ตาย บางคนก็ตายก่อนที่ความแก่จะมาถึง บางคนก็ตายแบบไม่รู้ตัว 

            ชีวิตเป็นห้วงแห่งเวลาที่ก่อตัวขึ้นจาก “ระบบกรรม” ที่เราสร้างไว้ “กรรม” จึงเป็นผู้สร้างชีวิต กรรมมาจากไหน กรรมก็คือการกระทำของเรา เมื่อการกระทำเป็นสิ่งที่สร้างชีวิต นั่นแสดงว่าทุก ๆ ขณะที่เรากระทำสิ่งใด ๆ ทั้งกาย วาจาใจ อยู่นั้น เป็นการสร้างชีวิตให้เป็นไปในภายภาคหน้า 

            ดังนั้น ให้ไตร่ตรองในสิ่งที่กระทำว่า มีสาระแก่นสารมากน้อยเพียงใด สาระแก่นสารมีหลายชั้น ชั้นความดี ชั้นคุณธรรม ชั้นจริยธรรม และชั้นสัจธรรมหรือเรียกว่าชั้นหลักธรรม ชั้นคุณงามความดี จะส่งผลดีต่อการใช้ชีวิตอยู่ ชั้นคุณธรรม เป็นการเพิ่มพูนคุณสมบัติของจิตทางด้านดี ชั้นจริยธรรม เป็นชั้นการประพฤติที่จะไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อนทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ชั้นหลักธรรม เป็นการประพฤติตนเข้าสู่หลักการใช้ชีวิตตามหลักแห่งความจริง จนกระทั้งสัมผัสกับสัจธรรมได้ เมื่อสัมผัสกับสัจธรรม เราก็จะทราบได้เลยว่าสภาพทุกชีวิตเกิดและดับตลอดเวลา วันใหม่ก็คือเกิดใหม่ หลับก็คือดับไป  ในระหว่างที่เราใช้ชีวิตอยู่ในโลก หากเราไม่เข้าใจวิถีแห่งการเกิดดับ เราก็จะหลงภาวการณ์ของโลก หลงฝากชีวิตไว้กับโลก ฝากชีวิตไว้กับสิ่งนั้น สิ่งนี้ พระพุทธองค์ทรงบอกให้เราเรียนรู้ตนเองให้แจ่มแจ้ง แล้ววางตนเองทั้งหมด ไม่มีตัวตนขึ้นอยู่กับใครหรือผู้ใด มีความเป็นอิสระอยู่ภายในตน  การมีอิสระอยู่ภายในตน ถือเป็นการเข้าถึงสาระแก่นสารแห่งสัจธรรมที่จะสามารถดับทุกข์ให้ตนเองได้

           เรียบเรียงจากบางส่วนบางตอนในการสนทนาธรรมให้ข้อคิดแก่ป้าลีเรื่อง “การดำเนินชีวิต” โดย “พระอาจารย์จารุวณฺโณ ภิกฺขุ (พระอาจารย์ต้น)”

ณ สถานศึกษาดอยธรรมนาวา วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓




น้อมกราบถวายความเคารพอย่างสูงครับผม



















ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม