อนุโลมญาณ
หลักคำสอนที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนทั้งหมด ก็เพื่อให้ผู้ฟังผู้ศึกษาได้เกิด 'อนุโลมญาณ' คือการหยั่งทราบคล้อยตามความจริง ความจริงเป็นสิ่งไม่สามารถทราบได้จากการฟังการเรียนรู้
ความจริงเป็นสิ่งที่เราจะต้องรู้เห็นประจักษ์ชัดด้วยตนเอง คำสอนเป็นการกล่าวสอนถึงความจริง ส่วนตัวความจริงเป็นอีกภาวะหนึ่งที่จะต้องรู้เฉพาะตน
ฉะนั้นเมื่อเราได้ฟังธรรมคำสอนแล้ว เราจะต้องนำคำสอนมาปฏิบัติเพื่อให้เกิดอนุโลมญาณอีกทีหนึ่ง อนุโลมญาณนี้จะเชื่อมโยงจิตให้เข้ากันได้กับความจริง(เป็นลักษณะของการปรับจิตให้ตรงกับความจริง) จิตที่เกิดอนุโลมญาณจะเห็นทุกอย่างคล้อยตามกับความจริงอยู่เสมอ จนเมื่อเกิดความรู้แก่กล้าก็จะส่งผลให้เกิด “มรรคญาณ“ ขึ้นมา
ปัญหาของการปฏิบัติเรามักจะอนุโลมไปตาม ‘กิเลส’ เป็นส่วนมาก ธรรมะที่ได้ยินได้ฟังจึงเป็นธรรมะที่มีกิเลสเคลือบแฝงอยู่ด้วย
ตัวอย่างเช่น ความฟุ้งซ่าน สถานะที่แท้จริงของความฟุ้งซ่านไม่ใช่กิเลส แต่เรามักจะสร้างกิเลสขึ้นจากความฟุ้งซ่านด้วยการ ‘ปฏิเสธ’ มัน นี่เป็นการอนุโลมไปตามกิเลสของเราเอง
หากเราใช้อนุโลมญาณหยั่งทราบความฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้นโดยให้จิตเข้าใจความจริงว่า ความฟุ้งซ่านนี่ไม่ใช่กิเลส จิตเราก็จะไม่เร่าร้อน ไม่อยากดับมัน ความฟุ้งซ่านจึงเป็นเพียงอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นในจิต มันไม่ได้มีอยู่ก่อนในใจเรา และเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ดับลงไปด้วยตัวของมันเอง
การเห็นการเกิด-ดับของความฟุ้งซ่านได้ จะช่วยก่อให้เกิดอนุโลมญาณที่แก่กล้าจนนำไปสู่การเห็นความจริงที่มีอยู่ในหลักธรรมชาติ แล้วจิตเราจะสัมผัสถึงความจริงนั้นอย่างประจักษ์ชัดว่า ‘สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดก็ดับไปเป็นธรรมดา’ นี่เป็นหลักการดำเนินจิตให้เข้าถึงมรรคผลได้
จารุวณฺโณ ภิกฺขุ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น