องค์แห่งโพชฌงค์ในจิต ตอนที่ ๓

 


               องค์แห่งโพชฌงค์ในจิต 


พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าหลักของโพชฌงค์นั้น โพชฌงค์คือองค์ของการตรัสรู้ องค์ที่จะเป็นเหตุให้เกิดการตรัสรู้ มี (๑) สติ และก็ (๒) ธัมมวิจยะ

มีสติ คือทำการระลึกรู้อยู่ในตนเอง ระลึกรู้อยู่ในเรื่องกาย คือระลึกรู้อยู่ตลอดว่ากายเป็นธาตุสี่ ไม่หลงสำคัญผิดในตัวกายว่าเป็นตัวตนของเราแม้ขณะจิตใดขณะจิตหนึ่ง เมื่อระลึกรู้ว่ากายเป็นธาตุสี่ ก็ระลึกรู้ทางใจ ว่าประกอบมาจากเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วเราก็สามารถใคร่ครวญ จากสติมาเป็นการใคร่ครวญ ใคร่ครวญนี้พระพุทธเจ้าเรียกว่าธัมมวิจยะ หรือว่าธรรมวิจัย ธัมมวิจยะคือการใคร่ครวญธรรม วิจัยธรรม วิจัยเรื่องของกายว่าเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม จริงไหม วิจัยในเรื่องของจิต ว่ามาจากเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จริงไหม

เมื่อทำการวิจัยแล้วก็ให้มี (๓) ความเพียร เรียกว่าวิริยะ เมื่อวิจัยในเรื่องของกาย วิจัยในเรื่องของจิตได้อย่างถ่องแท้แล้ว ก็ให้มีความพากเพียรในการทำการวิจัยอย่างนั้น พากเพียรก็คือ... อย่างเช่นเราทำการวิจัยในเรื่องของกายว่า กายเป็นธาตุสี่ ความทุกข์อันอาศัยกายเกิดขึ้นเป็นเวทนาที่เป็นเครื่องประกอบจิต เมื่อเวทนาไปประกอบจิตจึงทำให้จิตเกิดสุขและทุกข์ขึ้น สุขและทุกข์นั้นย่อมมีการทำการจำและมั่นหมายไว้ เมื่อมีการจำและมั่นหมายไว้ อันนั้นเรียกว่าสัญญาขันธ์ สัญญาขันธ์จำมั่นหมายจิตย่อมคิดและแล่นไปในการมั่นหมายในเวทนาที่ดี คือยินดีในเวทนาที่ดี และไปมั่นหมายในเวทนาที่ไม่ดีว่าเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการ เวทนาที่ดีเป็นสิ่งที่เราต้องการ จิตก็จะคิดและหาเครื่องปรุงแต่ง จากสภาพที่เกิดการปรุงแต่งนั้น ทำให้เกิดการรับรู้ทางมโนวิญญาณ




เราจะเห็นว่า หลักคำสอนที่เกิดการวิจัยแล้วว่า กายเป็นเรื่องของธาตุสี่ที่ประกอบไปด้วยความทุกข์ ตามหลักคำสอน ใจประกอบไปด้วยเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่พร้อมที่จะรับทุกข์ได้อยู่เสมอ โดยอาศัยการผัสสะ(ได้รับการสัมผัส)กับสิ่งต่างๆในโลกนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อใจเป็นสภาพที่พร้อมที่จะรับทุกข์ได้เสมอ ตัวเราไม่พร้อมหรอกแต่ใจมันพร้อม คือจะพร้อมก็ตามไม่พร้อมก็ตาม หากมีอารมณ์อันใดก็ตามผ่านเข้าไปในจิตมันจะรับอารมณ์อันนั้นทันที จะสุขก็ตามจะทุกข์ก็ตาม อย่างนี้ คือมันพร้อมที่จะรับได้เสมอ และความทุกข์พร้อมที่จะเกิดกับจิตได้เสมอ

เมื่อวิจัยอย่างนี้แล้ว หากประสบกับความทุกข์อย่างนั้นจริงๆ ในธัมมวิจัยที่เราได้วิจัยไว้คือใคร่ครวญตามคำสั่งสอนแล้วนั่นแหละ หากเกิดความทุกข์จากการที่เราได้วิจัยไว้จะถูกต้องเลย ข้อมูลที่เราได้ทำการวิจัยไว้นั่น พระพุทธเจ้าบอกให้มีวิริยะความเพียรในการที่จะเผชิญกับความทุกข์นั้นๆ แม้ประสบกับความทุกข์ชนิดใดๆก็ตามในขณะที่ปฏิบัติ ก็อย่าคลายความเพียร ความเพียรนี้เป็นธาตุแห่งความกล้าหาญ คือมีความกล้าที่จะเผชิญกับทุกข์ อย่าท้อแท้ท้อถอยกับความทุกข์ที่ประสบพบเจอ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ในขณะปฏิบัติธรรม หรือความทุกข์ที่เกิดจากการทำการงานในทางโลกในอาชีพของเรา ให้มีความเพียรปฏิบัติ อย่าท้อแท้ท้อถอย

เมื่อมีวิริยะแล้วมันน่าแปลก ไอ้ความทุกข์ที่มันเกิดขึ้นกับเรานั่นแหละ หากเรามีความเพียร คือกล้าจะเผชิญกับมันไม่คลายความเพียรนี่ มันจะเกิด (๔) ปีติขึ้น มันแปลกอยู่ตรงนี้ ไม่รู้ว่ามันขึ้นมาได้ยังไง แล้วก็เป็นความจริงหากใครผ่านไปได้ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เขียนแค่ในตำรา แต่ใครปฏิบัติตามได้ลำดับอย่างนี้ คือมีความพากเพียรอยู่ไม่หยุดไม่หย่อน มันก็จะเกิดปีติ ปีติก็จะทำให้เกิดความสงบระงับ ความสงบระงับเรียกว่า (๕) ปัสสัทธิ เมื่อมีปัสสัทธิก็จะเกิด (๖) สมาธิ คือจิตตั้งมั่น

ทำไมถึงได้ตั้งมั่น เนื่องเพราะว่าจิตมันผ่านความทุกข์มาโดยมีความพากเพียรไม่หยุดไม่หย่อน และไม่คลายความเพียรออก จิตก็เลยมีความเป็นหนึ่งในตัวของมัน มันไม่วิตกกับเรื่องใดๆแล้วที่จะเผชิญอีกในอนาคต มันก็เลยไม่มีการวอกแวกอยู่ในตัวของมัน...ไม่วอกแวก จากนั้นก็เป็น (๗) อุเบกขา เพราะสามารถรับรู้รับทราบทำได้ตามความเป็นจริง

ทีนี้ก็จะไล่องค์แห่งโพชฌงค์ก่อน คือ ๑) สติ  ๒) ธัมมวิจยะ  ๓) วิริยะ  ๔) ปีติ  ๕) ปัสสัทธิ  ๖) สมาธิ  ๗) อุเบกขา เรียกชื่อตามองค์ของโพชฌงค์ว่า สติสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เมื่อมีอุเบกขาย่อมรับรู้รับทราบธรรมตามความเป็นจริง แสดงว่าเราจะต้องอุเบกขา

อุเบกขา อย่าแปลว่าวางเฉย เหมือนอย่างที่เคยแปล แต่ให้แปลว่า เข้าไปรับรู้สภาพธรรมที่เกี่ยวข้องกับกายและจิตเราอย่างไม่วอกแวก คือเข้าไปรับรู้มันแต่อย่าทำอะไรกับมัน เข้าไปรับรู้แบบนิ่งๆ เข้าไปรับรู้แบบตรงๆ เข้าไปรับรู้ โดยมีสมาธิ โดยมีความปีติ โดยมีความสงบระงับ โดยมีวิริยะความพากเพียร โดยมีธัมมวิจยะ โดยมีสติระลึกรู้ เป็นพื้นฐานรองรับ เมื่อรับรู้รับทราบสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเราทางกายและทางจิตอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ย่อมเห็นสภาพตามความเป็นจริง เมื่อเห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริงย่อมสามารถละสิ่งที่ไม่เคยละได้ มันจะละอะไร ต้องปฏิบัติไปถึงจุดนั้นมันจะรู้


อ่านต่อตอนที่ 4 ครับ


ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม