องค์แห่งโพชฌงค์ในจิต ตอนที่ ๕ ตอนจบ



องค์แห่งโพชฌงค์ในจิต 

เพราะฉะนั้น ที่เรามองไม่เห็นคือสภาพที่เป็นอินทรีย์คือตัวชีวิตที่มันสืบต่อดำเนินไปนี่ เรามองไม่เห็นตรงจุดนี้ ว่ามันเสื่อมสลายยังไง จริงๆ มันเสื่อมสลายทุกลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า-ออก มันก็เสื่อมสลาย เข้ามันก็เสื่อมนะ ของเก่าเสื่อมไป ออกมันก็สลาย ของใหม่ก็เริ่มสลาย สลายก็เพื่อที่จะให้ตัวใหม่เข้าไปอีก ไปเข้าอีก มันก็เป็นเรื่องยุ่งยากอยู่เหมือนกัน ที่จะคิดและพิจารณาให้เห็นคือไตร่ตรองตามให้เห็นได้ เพราะว่าความเป็นจริงของร่างกาย มันต้องอาศัยมองดูความเสื่อมสลายเป็นหลักเป็นเกณฑ์

สิ่งใดก็ตามที่มันจะต้องเสื่อมสลาย แสดงว่าสิ่งนั้นไม่สามารถตั้งหรือว่าคงทนอยู่ในสภาพเดิมของตนเองได้ ร่างกายของเราก็เหมือนกัน เป็นของที่ไม่สามารถคงทนอยู่ในสภาพเดิมของตนเองได้ และ เพราะความที่ไม่สามารถคงทนอยู่ในสภาพเดิมของตนเองได้นั้นนั่นแหละ ก็เลยเป็นถึงสภาพอันหนึ่งที่เรียกว่าอนัตตา คือมันไม่ใช่ตัวตนอันแท้จริง จะให้บอกตัวตนของเรามันตั้งอยู่ มีอยู่ ดำเนินไปอย่างมั่นคงอย่างไม่เปลี่ยนแปลงเลย ไม่ได้เลยสักขณะ มันเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ



สภาพที่ไม่ใช่ตัวตนอย่างแท้จริงเนี่ย เมื่อเราทำการวิจัยวิจารณ์อยู่เรื่อยๆ มันก็เข้ากันกับหลักธรรมชาติ เพราะหลักธรรมชาตินี้มันไม่เที่ยง คือมันแปรปรวน มันไม่สามารถคงอยู่ในสภาพเดิมของมัน คือมันจะต้องเสื่อม และมันจะต้องถึงจุดสลาย จากนั้นก็รวมตัวกันใหม่ แล้วก็เปลี่ยนแปลง แล้วก็แปรปรวน แล้วก็สลาย เมื่อเราพิจารณากายได้ตามกระบวนแห่งความไม่เที่ยง และสิ่งที่มันจะต้องเสื่อมสลายได้อย่างนี้ มันจะเข้ากันกับกฎทางธรรมชาติ

กฎทางธรรมชาติก็คือว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สิ่งทั้งหลายทั้งปวง สัพเพ แปลว่าทั้งปวง ทั้งหมด สังขาราคือสิ่งทั้งหลาย คือสังขารทั้งหลาย เครื่องปรุงแต่งทั้งหลาย สิ่งที่ถูกประกอบกันขึ้นทั้งหลายทั้งปวง อนิจจา ตกอยู่ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง หรือว่าความแปรปรวน

ความเปลี่ยนแปลงกับความแปรปรวนมีลักษณะคล้ายๆกันกับทุกขังนั่นแหละ ตัวอนิจจัง ทุกขัง คล้ายๆกัน เป็นอาการคล้ายกัน เพียงแต่ว่าความเปลี่ยนแปลงนี่มันแสดงให้เห็นความแปรปรวนที่ชัดเจน ทุกขลักษณะเป็นความแปรปรวนที่จะต้องทำให้สิ่งที่ประกอบกันเข้านั้นไม่คงทนอยู่สภาพเดิม เรียกว่าทุกขลักษณะ

พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา

สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา ทุกขาก็คือทนสภาพเดิมไม่ได้

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน สิ่งที่ถูกประกอบกันเข้าทั้งหมด จะเป็นกุศลธรรมก็ตามอกุศลธรรมก็ตาม เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตน ไม่ประกอบไปด้วยตัวตน และไม่เป็นตัวตนของใครผู้ใด ใครจะมาคิดว่าเป็นตัวเป็นตน มันก็ไม่เป็นตัวเป็นตนของใครผู้ใด และเนื่องด้วยว่า สภาพสังขารคือสิ่งที่ประกอบกันขึ้นนั้นน่ะ มันเป็นอนิจจาคือมันไม่เที่ยง มันแปรปรวน และเพราะความแปรปรวนนี้เองจึงทำให้ทนสภาพเดิมไม่ได้ และเพราะความที่ทนสภาพเดิมไม่ได้จึงเป็นการสลายตัวตนของมัน คือตัวตนของมันๆสลายเอง

เนื่องเพราะมันมีกระบวนการสามประการนี้ บุคคลใดก็ตาม ยึดมั่นถือมั่นในสังขารรูปร่างกายและใจครอง คือกายกับใจของเราเนี่ยว่า เป็นตัวเป็นตนของตนเอง บุคคลผู้นั้นย่อมถูกกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติคือสภาพแห่งความแปรปรวน สภาพแห่งการทนสภาพเดิมของตนเองไม่ได้ และสภาพที่มันต้องสลายตัวนั้น บีบคั้นให้ได้รับความทุกข์



โดยหลักธรรมชาติ อนิจจังมันไม่ได้สร้างความทุกข์ หรือว่าทุกขังในหลักกฎทางธรรมชาติไม่ใช่ตัวความทุกข์ และอนัตตาก็ไม่ใช่ตัวความทุกข์ เพราะไม่มีใครไปยึดถือมัน มันก็เลยไม่ปรากฏว่าจะทำให้ใครมีความทุกข์ได้ และในตัวของมันก็ไม่ใช่ตัวความทุกข์ หรือพูดง่ายๆว่าความทุกข์ในหลักธรรมชาติมันไม่มี มันไม่มี ยังไงมันก็ไม่มี แต่เมื่อมีผู้มายึดถือร่างกายอันประกอบมาจากธาตุสี่ และจิตประกอบมาจากเจตสิกว่าเป็นตัวตนของตนเองขึ้นมา กฎทางธรรมชาติก็เลยบีบคั้นคนผู้นั้นให้ได้รับความทุกข์ขึ้น

เพราะอะไร? เพราะกายก็คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ จิตก็คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เมื่อกายคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติและจิตคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ กายกับจิตจึงไม่สามารถหลีกหนีกฎของธรรมชาติไปได้เลย คือมันจะต้องแปรปรวน ทนสภาพเดิมไม่ได้ แล้วจะต้องสลายตัว

หากเรายังมัวยึดถือและครอบครองกายกับจิตเป็นของๆตนอยู่ ไม่ยอมปล่อยวาง เราก็ต้องได้รับทุกข์ โดยเหตุปัจจัยทางกายและเหตุปัจจัยทางใจแน่ๆ และทุกข์ชนิดนั้นเราก็ได้รับมาแล้วในชีวิตของเราที่ผ่านมา ได้รับแน่ แต่จะมากน้อยนั้น ก็ต่างคนที่จะสามารถรับรู้รับทราบได้มากแค่ไหน แต่การรับทุกข์ชนิดนั้นไม่ได้ก่อประโยชน์ให้เรา ถ้าเราไม่มาฝึกที่จะเรียนรู้และฝึกดู ฝึกที่จะกล้าเผชิญ ฝึกที่จะเกิดการยอมรับ ฝึกที่จะเห็นความเป็นจริงในความแปรปรวน ความไม่คงทนอยู่สภาพเดิมของมัน และความที่จะต้องสลายตัว


พระพุทธเจ้าจึงไม่สอนหลักธรรมให้เราไปดูอะไรที่ไหนเลย พระองค์จึงสอนให้เรามาดูและเน้นย้ำในเรื่องของความแปรปรวน ความไม่คงทนในสภาพเดิม และความที่ต้องสลายตัวนี้อยู่เป็นประจำและเนืองๆ หากสามารถมีเวลาทำได้อยู่เป็นประจำ ย่อมก่อให้เกิดดวงตาเห็นธรรมหรือว่าเห็นสภาพธรรม ตามความเป็นจริง ได้

เห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง คือเห็นความจริงที่เป็นของมันเอง ความจริงที่เป็นของมันเองคือความจริงที่เป็นของมันในด้านรูปร่างกาย และความเป็นจริงของมันในด้านรูปจิตใจ

เรื่องของจิตใจ เมื่อเราเห็นความเป็นจริงของมันได้ แม้เราจะยึดอยู่ก็ตาม มันก็ทำให้เรามีความทุกข์เบาบาง ไม่ได้ทำให้เรามีความทุกข์เหมือนกับยึดโดยที่เราไม่รู้จักเลย ทุกข์มีอยู่ก็มีโดยธรรมชาติที่มันมี แต่มันไม่ได้ทำให้เราได้ทุกข์มากเหมือนกับคราวที่เราไม่ได้เรียนรู้ เพราะมันมีการยอมรับได้ มีความเข้าใจได้ มีพื้นฐานแห่งจิตที่สามารถมองเห็นไปตามสภาพความเปลี่ยนแปลงได้

ในโลกนี้ไม่ว่าใครก็ตาม จะยิ่งใหญ่แค่ไหน ย่อมเป็นไปตามกฎอันนี้ และกฎอันนี้ไม่มีใครสร้าง เป็นธรรมดาของมันอยู่แล้วในทางธรรมชาติ เมื่อเป็นธรรมดาของมัน พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า เราตถาคตผู้ได้ตรัสรู้ความเป็นจริงแล้ว เราตถาคตแม้จะมีการตรัสรู้ยอดเยี่ยม หรือบำเพ็ญมาด้วยบุญบารมีอันยาวนาน และบุญบารมีท่วมท้นขนาดไหนก็ตาม เราตถาคตก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงกฎอันนี้ได้ คือเปลี่ยนแปลงกฎของอนิจจังให้เป็นนิจจัง เปลี่ยนความแปรปรวนให้มันตั้งมั่นคงที่ ไม่ได้ เปลี่ยนสภาพที่มันอยู่ในสภาพเดิมของตัวมันไม่ได้เนี่ย ให้มันมาตั้งอยู่ในสภาพเดิมของมันนี่ ไม่ได้ แล้วเปลี่ยนสภาพที่จะต้องสลายตัวให้มาเป็นตัวตน ไม่ได้

ก็เพราะเราตถาคตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เราตถาคตจึงยอมรับ และปล่อยให้ธรรมชาตินั้นเป็นไปตามสภาพของมัน แล้วเข้าใจ รู้จัก สภาพที่เป็นไปตามของมันอย่างนั้น โดยที่ไม่ต้องไปแทรกแซงกระบวนการของมัน มีแต่ยอมรับ ยอมรับ ยอมรับ แล้วก็ยอมรับ และเพราะการยอมรับมากครั้งบ่อยครั้งอยู่เรื่อยๆเป็นประจำ ความทุกข์จึงไม่มีในจิตของเราตถาคต เพราะธรรมชาติใดเป็นยังไง มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น

แสดงว่า การที่เรามีความทุกข์ เพราะเราไม่เข้าใจระบบธรรมชาติ และเรามักจะฝืนธรรมชาติอยู่บ่อยๆ เพราะฉะนั้น เมื่อเราประสบทุกข์เมื่อใด ความรู้ จะเป็นเครื่องเตือนสติให้เราได้รู้ว่าเรากำลังฝืนธรรมชาติ ถ้าเราฝืนธรรมชาติอยู่ ธรรมชาติจะบีบคั้นเรา แล้วก็บีบคั้นเราอยู่เรื่อยๆถ้าเรายังฝืนอยู่ จนต่อเมื่อเรายอมรับธรรมชาติได้เมื่อไหร่ ความทุกข์ที่ถูกบีบคั้นมันก็จะดับและหาย แม้จะเจออีกก็ไม่ทุกข์อีกและไม่ลำบากอีกเหมือนอย่างแต่เก่า นี่คืออำนาจแห่งธรรม และนี่คือการรู้ธรรม เห็นธรรม ตามความเป็นจริงของมัน เมื่อรู้ธรรม เห็นธรรม ตามความเป็นจริงของมัน จิตจะมีแต่อุเบกขา



อุเบกขา คือรู้อยู่ เห็นอยู่ โดยที่ไม่ต้องทำอะไรกับสิ่งที่ผ่านเข้ามาทางกายและจิต คำว่าไม่ทำอะไร ไม่ใช่ว่าเฉยเมยไม่ทำนะ คำว่า ไม่ทำ ก็คือ ไม่ทำและไม่แทรกแซงกระบวนการระบบทางธรรมชาติ

แสดงว่า เราจะต้องแยกแยะออก ว่าอะไรเป็นธรรมชาติของเหตุปัจจัยที่มันผ่านเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรา และอะไรเป็นสิ่งที่เราจะต้องกระทำกับเหตุปัจจัย ที่จะเป็นเครื่องเจริญสติปัญญาของเราขึ้น เพราะคำว่าอุเบกขานั้นน่ะไม่ใช่เรื่องเฉยเมย มันมีการกระทำอยู่ แต่ในการกระทำนั้นไม่ให้ทำอะไรกับธรรมชาติ แต่ทำอย่างอื่นให้ทำ ทำการแก้ไข อย่างเช่นเจ็บป่วยมาก็ให้รักษามัน อย่างนี้ รักษาร่างกายให้รักษา เราจะมาอุเบกขาไม่ได้

แต่คำว่า อุเบกขา ในความเป็นหลักธรรมนั้นก็คือ รับรู้รับทราบในหลักธรรมชาติที่มันต้องเป็นว่า อ๋อ...กายมันเจ็บป่วยก็เป็นเรื่องธรรมดาที่มันต้องเจ็บมันต้องเป็น มันไม่ใช่เรื่องเสียหาย เป็นกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติของมันอยู่แล้ว แต่มันเป็นมาจากด้วยเหตุปัจจัยอะไร เราจะต้องรักษาโดยการแก้ไขรู้ต้นสายปลายเหตุของเหตุปัจจัยชนิดนั้นๆ เราจึงจะสามารถทำการรักษาได้ ในระบบทางธรรมชาติอย่าไปทำอะไรกับมัน แต่ในระดับเหตุปัจจัยนี่เราจะต้องมีการแก้และรักษาตามเหตุปัจจัย

หรือ จิตของเรามีความทุกข์ มีความทุกข์มาจากธรรมชาติชนิดใดก่อทุกข์ให้ เช่น ธรรมชาติของมัน มันจะต้องเป็นไปตามสภาพ ตัวอย่างเช่น มีคนมาสร้างเรื่องให้เกิดความขัดเคืองแล้วเราก็เกิดความขัดเคืองขึ้น และในระบบทางธรรมชาติความขัดเคืองเป็นสิ่งที่เราจะต้องเป็นไปตาม คล้ายๆกับว่าเราจะต้องปล่อยให้มันเกิด เราจะไปขัดในอารมณ์แห่งความขัดเคืองว่าไม่ให้มันเกิด หรือไปตอบสนองผู้ที่มาทำให้เกิดความขัดเคืองว่ามาทำให้เราขัดเคืองทำไม อย่างนี้ ไปทำอย่างนั้นไม่ได้

ระบบธรรมชาติใดปรากฏอยู่ มีอยู่ ผ่านเข้ามาอยู่ ให้รู้จักธรรมชาติอันนั้น โดยปล่อยให้มันผ่านเข้ามา เพราะสภาพธรรมใดที่เรากำลังเฝ้ามองดู คือมีความอุเบกขา คือรู้มันอยู่ เข้าใจมันอยู่นั้นน่ะ สภาพธรรมชาติอันนั้นมันก็จะดับแล้วก็สลายไป คือมันจะปรากฏเป็นความไม่เที่ยง ความแปรปรวน แล้วก็ต้องสลาย ให้เราได้เห็น เมื่อเราได้เห็นอย่างนั้นแล้วมันก็เป็นความเข้าใจอยู่ภายใน เพราะฉะนั้น เหตุปัจจัยภายนอกของเราก็พยายามกระทำโดยการหลีกเลี่ยงบุคคลที่ทำให้เกิดความขัดเคือง หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็กระทำใจที่จะไม่ทำการตอบโต้หรือทำการอะไรกับบุคคลผู้นั้น นี้คือสิ่งที่เราจะกระทำได้ ภายในใจเราก็จะไม่มีความทุกข์ หรือมีความทุกข์ก็ทุกข์โดยที่เรามีสติในการรับรู้



สติ เมื่อเรารู้อย่างเต็มที่ รู้กายเต็มที่ รู้ใจเต็มที่ สติก็ทำให้เกิดวิจัยธรรม วิจัยวิจารณ์ เมื่อมีการวิจัยวิจารณ์ธรรมก็มีวิริยะความพากเพียร เมื่อมีความพากเพียรก็ทำให้เราเกิดมีปีติ คือเรากล้าเผชิญกับสิ่งที่มันมีอยู่อย่างนั้น ก็จะเป็นธรรมให้เกิดปีติ แม้จะเกิดความทุกข์แค่ไหนก็ตาม มันทำให้เกิดปีติได้ถ้าเรากล้าที่จะเผชิญ เป็นได้จริงๆ จากนั้นก็เป็นความสงบระงับทางจิตๆเราก็ไม่ดิ้นรนไม่เดือดร้อน เมื่อสงบระงับจิตก็ตั้งมั่น ลักษณะอย่างนี้นี่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าจิตตั้งมั่น ที่เรียกว่าสมาธิ อันนี้นี่ไม่ใช่ให้ไปนั่งสมาธินะ แต่มันเริ่มมาจากเหตุปัจจัย คือสติมาจากธัมมวิจัย มาจากวิริยะความพากเพียร และมาจากปีติ และมาจากปัสสัทธิ แล้วจึงเป็นสมาธิ เพราะฉะนั้น ไม่มีสมาธิใดเลยที่ปราศจากปีติ ปัสสัทธิ และปราศจากความพากเพียร และปราศจากสติ ธัมมวิจยะ ต้องเกิดการใคร่ครวญในธรรม ต้องเกิดการพากเพียรที่จะใคร่ครวญรู้อย่างนั้น และต้องมีปีติ

คำว่ามีปีติ ไม่ใช่บังคับให้มันมีนะ มันจะมีเอง เมื่อพากเพียรเต็มที่มันจะมีเอง แล้วสงบระงับเอง แล้วจะเกิดความตั้งมั่นเอง แล้วจะเป็นอุเบกขา เมื่ออุเบกขาก็รู้ธรรมตามความเป็นจริง ลำดับมันจะเป็นมาอย่างนั้น พระพุทธเจ้ากล่าวถึงลำดับของหลักธรรม แต่ไม่ได้กล่าวถึงอิริยาบถ

เพราะฉะนั้น การกระทำนั้นหากเป็นไปตามหลักธรรมนี้ จะอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม ย่อมก่อให้เกิดการรู้ธรรมตามความเป็นจริงได้ ไม่กำหนดอิริยาบถ เมื่อรู้ธรรมตามความเป็นจริงได้ บุคคลผู้นั้นก็มีที่พึ่งพาในจิต มีเครื่องรองรับในจิต มีสิ่งดีๆในจิต หรือว่ามีธรรมะในจิต มีคุณธรรมในจิตของตนเองแล้ว เมื่อมีธรรมะก็เป็นผู้อยู่กับธรรมะ เข้าใจธรรมะ

ก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา เอวัง



 


สิ่งที่จะยึดได้ หรืออุปาทานที่จะเกิดอุปาทานในตัวเราได้

ก็มีอยู่สองอย่าง...กายกับจิต เมื่อ ไม่มีกาย...ไม่มีจิต ก็เลยไม่มีอุปาทานในการยึด ไม่รู้จะยึดอะไร

 



เพราะสภาพธรรมใดที่เรา กำลังเฝ้ามองดู

คือมีความอุเบกขา คือรู้มันอยู่ เข้าใจมันอยู่ นั้นน่ะ

สภาพธรรมชาติอันนั้น มันก็จะดับแล้วก็สลายไป

คือ มันจะปรากฏเป็นความไม่เที่ยง ความแปรปรวน

แล้วก็ต้องสลาย ให้เราได้เห็น





เริ่มถอดความเป็นตัวหนังสือเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555  ประมาณบ่ายสี่โมง แล้วเสร็จเมื่ฟอเวลา 21.55 น. วันที่ ตุลาคม พ.ศ. 2555

ณ พุทธอุทยาน สำนักปฏิบัติธรรมดอยเวียงเกี๋ยงวนา โดย มหาหินท์

 


ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม