อุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕ ตอน ๓





อุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕ ตอน ๓

เวทนาขันธ์

พระพุทธเจ้าตรัสถึงขันธ์ที่สอง เพื่อเป็นเครื่องให้เราใคร่ครวญ รู้สิ่งเชื่อมโยงระหว่างกายกับใจ ว่ามันเกี่ยวเนื่องกันได้ยังไง? มันอาศัยเวทนาเป็นเครื่องเกี่ยวโยง เวทนาแฝงอยู่ในรูป-ขันธ์ทั้งหมด

เมื่อร่างกายได้รับการกระทบกระเทือน ไม่ว่าจะเป็นการกระทบกระเทือนแบบหนักหรือแบบเบา ย่อมแสดงเวทนาออกมาเป็น ๒ ลักษณะ คือ สุขกับทุกข์ หรือว่า ดีกับไม่ดี ถ้าได้รับกระทบกระเทือนแบบหนัก คือได้รับของแข็งกระทบ แน่นอน ต้องเป็นทุกข์คือความเจ็บปวด เมื่อได้รับการกระทบสัมผัสที่อ่อนนุ่ม ย่อมได้รับความสบายคือจัดเป็นสุข เหล่านี้(ทุกข์และสุข)จัดเป็นเวทนา

เวทนาที่อาศัยกายเกิดขึ้น คือถ้าไม่มีกาย เวทนาก็         ไม่ปรากฏ พูดง่ายๆว่า ไม่มีตัวเชื่องโยงระหว่างกายเข้าไปหาใจ หากไม่มีกายเป็นที่ตั้งให้เวทนาปรากฏ เวทนาทางกายก็จะ      ไม่ปรากฏ แต่เวทนาทางใจจะปรากฏ เวทนาทางใจ เรียกว่า โสมนัส กับโทมนัส เวทนาทางกาย เรียกว่า สุข กับทุกข์

เมื่อเวทนาทางกายปรากฏ หากเป็นสุข เวทนาทางกายย่อมไปปรุงแต่งให้โสมนัสมีจิตใจยินดี คือเกิดเวทนาซ้อนขึ้นมาอีก เป็นเวทนาทางใจ หากกายได้รับทุกข์ ทุกขเวทนาอันอาศัยกายเกิดขึ้น ย่อมส่งสัญญาณเข้าไปในจิต เพื่อทำให้จิตเกิดความทุกข์ด้วย เป็นเวทนาทางจิตเรียกว่าโทมนัส รู้สึกไม่ดี




เวทนา ไม่ใช่กิเลส ร่างกายก็ไม่ใช่กิเลส เมื่อร่างกายไม่ใช่กิเลส เราจึงไม่สามารถที่จะไปทำอะไรกับร่างกายได้ นอกจากรู้จักร่างกาย และเมื่อเวทนาไม่ใช่กิเลส เราจึง       ไม่สามารถทำอะไรกับเวทนาได้ นอกจากจะทำการกำหนดรู้ และทำความเข้าใจ ว่าเวทนาที่ปรากฏทางกายเป็นแต่เพียงเครื่องส่งสัญญาณให้จิตได้รับรู้สิ่งที่มาสัมผัสกับกายว่า อันที่มาสัมผัสนี้_ดีหรือไม่ดี_เท่านั้น เพราะถ้าหากไม่มีเวทนาแสดงเป็นเครื่องให้รู้ เราสัมผัสกับสิ่งใดเราจะไม่ทราบเลย ว่าอันไหนดี     อันไหนไม่ดี เมื่อไม่ทราบ เราไม่สามารถที่จะกำหนดกฎเกณฑ์หรือว่าเลือกการกระทำในสิ่งที่ถูกหรือผิดได้เลย อะไรถูกอะไรผิดเราจะเลือกไม่ได้ เพราะไม่มีเวทนาเป็นเครื่องบ่งบอก

เพราะฉะนั้น เวทนาเป็นเพียงแค่ตัวแสดงอาการให้ทราบ แต่เราไม่รู้ไม่เข้าใจเวลาเวทนาปรากฏ โดยความที่เรายึดกาย เมื่อเวทนาอันอาศัยกายแสดงขึ้นมาให้เรารู้ เพราะความที่เรายึดกายอยู่ จึงเป็นอันยึดเวทนาไปพร้อม เมื่อยึดเวทนาไปพร้อม สุขอันอาศัยกายเกิดขึ้น จึงมีความรู้สึกรวบยอด “เป็นตน” ขึ้นมาว่า เราสุข เวลาทุกข์อันอาศัยกายเกิดขึ้น จึงมีความรู้สึกรวบยอดเป็นตนขึ้นมาเลยว่า เราทุกข์ เริ่มมองเห็นแล้วว่าทุกข์มันมีชั้นที่สองเกิดขึ้นสะเทือนที่เรา

หากเราทราบเวทนาโดยความเป็นเวทนา ว่าเป็นเครื่องบ่งบอกอารมณ์ แสดงอารมณ์ แสดงอาการให้เราได้รู้ ว่าสุขหรือทุกข์ แล้วเราก็รู้ ทำการรู้ และเข้าใจ ว่า “อ๋อ...มันแสดงอาการของมันให้รู้เท่านั้น” เวทนาก็ปรากฏกับกาย แล้วก็ดับลงไปในกาย เพราะมันแสดงหน้าที่ของมันจบมันก็จะดับ เวทนาจะปรากฏเป็นสุขหรือทุกข์ก็ตาม ก็จะดับที่กาย ไม่เข้าไปปรุงแต่งใจ โสมนัส และโทมนัส ไม่ปรากฏ

เมื่อโสมนัสโทมนัสไม่ปรากฏ จิตย่อมไม่กระสับกระส่าย เมื่อจิตไม่กระสับกระส่าย ย่อมโน้มไปในปีติ เมื่อปีติบังเกิดขึ้น ย่อมนำมาซึ่งความสงบระงับ เมื่อความสงบระงับปรากฏ ย่อมนำมาซึ่งความสุข เมื่อความสุขปรากฏย่อมเป็นสมาธิ เมื่อสมาธิมีย่อมเกิดอุเบกขา เมื่ออุเบกขามี ย่อมเห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง และเพราะความที่จิตมีอุเบกขาโดยการนิ่ง รู้จักสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้นี้แหละ ย่อมทำให้เกิดปัญญาในอริยมรรคเพื่อดับการยึดมั่นถือมั่น เวทนามีอยู่ก็สักเพียงแต่ว่าเวทนาเท่านั้น สติปัญญาก็จะเข้าใจ


ติดตามตอนที่ ๔ 



 

 

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม