ธรรมนาวา ๖





        แล้วเทียบเคียงให้รู้ว่า ไฟในร่างกายเรา กับไฟนอกร่างกายเรา มันก็คือไฟอันเดียวกัน

        ลักษณะที่พัดไปมาในร่างกายเรา เป็นลักษณะของลมมีดังนี้คือ ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมพัดไปตามตัว ลมหายใจ จงใช้มโนภาพนึกให้เห็นลักษณะของธาตุลมอันมีอยู่ในร่างกายตามที่เป็นจริง โดยเฉพาะลมที่เห็นชัดมากที่สุดคือ ลมหายใจที่เข้า-ออกหมุนเวียนอยู่ในร่างกาย จนถึงเฮือกสุดท้ายแห่งชีวิต และให้เทียบเคียงว่าลมในตัวเรากับลมนอกตัวเรา มันก็คือลมอันเดียวกันนั้นแหละ พุทธบริษัท จึงพิจารณาไตร่ตรองทบทวนกลับไปกลับมาตามลำดับแห่งธาตุทั้ง นี้อยู่เป็นประจำบ่อย เนือง ทำได้ทุกกาลทุกเวลาทุกสถานที่

        การพิจารณาไตร่ตรองนั้น ควรจะเป็นการพิจารณาไตร่ตรอง พินิจพิเคราะห์อย่างจริงจัง อย่าสักแต่ว่าพินิจพิเคราะห์เล่น เป็นทำนองแบบลวก เท่านั้น แล้วจะได้เห็นว่าศาสนธรรมมีดีแค่ไหน? ธาตุทั้ง นี้พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าธาตุกัมมัฏฐาน ซึ่งเป็นเครื่องมือของมโนธาตุหรือว่าใจนี้เอง


 


        มโนธาตุคือธาตุรู้ เป็นผู้รู้อารมณ์ที่ผ่านเข้ามาในจิต ถ้ามโนธาตุเท่าทันต่ออารมณ์ที่ผ่านเข้ามาในจิต กิเลสก็จะไม่เกิดหรือถ้าเกิดขึ้น ก็จะถูกดับไปอย่างรวดเร็วคำว่ารู้เท่าทันนั้น 

        ก็คือการเห็นการเกิดขึ้นของอารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิตในขณะนั้นได้ทัน และเห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นมานั้นดับลงไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ไม่ต้องกระทำอะไรกับอารมณ์ชนิดที่เกิดขึ้นมานั้นนอกจากมองดูเท่านั้น จิตเป็นตัวรับธรรมารมณ์ทั้งภายในและภายนอก ธรรมารมณ์อันเป็นภายในก็คือธาตุ (ร่างกาย) เวทนา (เสวยอารมณ์) สัญญา (จำ) สังขาร (คิด) วิญญาณ (รับรู้)


                    ธรรมารมณ์ภายนอก ก็คือรูป เสียง กลิ่น รส การสัมผัส ที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย อารมณ์ที่ผ่านเข้ามาทั้งหมดนี้ รวมเรียกว่าธรรมารมณ์ จิตจะรับธรรมารมณ์เหล่านี้ไว้จิตตามแบบบอกไว้ว่าเป็นอายตนะ (จุดเชื่อมต่ออย่างหนึ่งที่เรียกว่ามนายตนะ (จุดเชื่อมต่อทางใจ) เป็นอายตนะของใจ มีหน้าที่รับอารมณ์ที่ผ่านเข้ามาทางภายใน เหมือนดังตาเป็นอายตนะของกายมีหน้าที่รับรูปที่ผ่านเข้ามาทางตา เช่นได้เห็นคนที่เคยโกรธกันมาแล้ว เกิดความโกรธขึ้นรูปร่างของคนที่เราเคยโกรธนั้นเป็นรูปายตนะ (รู-ปา-ยะ-ตะ-นะ) อายตนะคือรูปสายตาที่มองเห็นเป็นจักขวายตนะ (จัก-ขะ-วา-ยะตะ-นะ) อายตนะคือตา


        ความโกรธเป็นธัมมายตนะ (ทำ-มา-ยะ-ตะ-นะ) อายตนะคือธรรมารมณ์จิตเมื่อได้รับอารมณ์โกรธ มโนธาตุก็รับทราบอารมณ์โกรธนั้นด้วย แต่มโนธาตุไม่ได้เป็นผู้โกรธจิต ก็ไม่ได้เป็นผู้โกรธ ความโกรธเป็นธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นมาเพราะอาศัยสายตาที่มองเห็นคนที่เคยโกรธกันมาก่อน หน้าที่จะมองเห็นกันนั้นความโกรธก็ไม่ได้มีอยู่ในใจเรา เพิ่งจะมีขึ้นเมื่อได้เห็นคนที่เราโกรธผ่านมาให้เห็นถ้าเราไม่เห็นแม้ยืนหันหลังชนกันอยู่ความโกรธก็จะไม่เกิดขึ้น


        เพราะฉะนั้นความโกรธจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นมันก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่าง ที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย จิตมันไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอย ถ้าเราไม่เห็นกระบวนการการเกิดขึ้นของอารมณ์โกรธ ความโกรธก็จะถูกเก็บสะสมไว้ในจิตจนกลายเป็นความพยาบาทและอาฆาตจองเวรต่อกัน แต่ถ้าเราเข้าใจกระบวนการของความโกรธแล้วและอดทนดูความโกรธจนเห็นการดับของความโกรธได้ ความโกรธก็เป็นอันถูกละไม่สั่งสมในจิตอีกต่อไป 

        ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา (ขัน-ติ-ปะระ-มัง-ตะ-โป-ดี-ติก-ขา) ความอดทนเป็นตบะอย่างยิ่ง แม้อารมณ์อื่น ก็โปรดเทียบเคียงตามกระบวนการนี้พุทธ บริษัท ทั้งหลายหนทางแห่งการบรรลุถึงอภิมหาปัญญาอยู่ตรงหน้าเรานี้เอง



ติดตามธรรมนาวา ๗ ต่อไป

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม