ความต่างของสมุทัยในอริยสัจกับปฏิจจสมุปบาท

ปุจฉา : ในอริยสัจ ๔ สมุทัยคือตัณหา แต่ในปฏิจจสมุปบาท สมุทัยคืออวิชชา ทำไมถึงแตกต่างกัน
วิสัชนา : ในอริยสัจพูดถึงสัจจะ ๔ ประการเพื่อให้เราได้ปฏิบัติถูก แต่ในปฏิจจสมุปบาทพูดถึงวงจร ๒ สาย คือสมุทยวาระกับนิโรธวาระ นั่นคือพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทโดยทรงชี้ไปเหตุที่แท้คืออวิชชา แต่ในอริยสัจ ถ้าพระพุทธองค์ทรงบอกว่าอวิชชาคือเหตุที่จะต้องละ จะทำให้เกิดข้อสงสัย เพราะการละอวิชชาจะทำได้ด้วยกำลังของอริยมรรคเท่านั้น แต่เมื่ออริยมรรคยังไม่เกิด ในอริยสัจ ๔ ชั้นสมุทัยพระพุทธเจ้าจึงทรงชี้ตัณหาก่อน เพราะตัณหานำมาซึ่งความทุกข์ คือ เมื่อตัณหามี ทุกข์ก็ต้องมี ตัณหาไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี ตัณหาเป็นสิ่งที่เกิดแล้วดับ ช่วงจังหวะที่ตัณหาดับไป จะถามหาทุกข์จากไหนก็ไม่ได้ แต่เราจะต้องไม่หลงลืมการกำหนดรู้ทุกข์ในชั้นที่เป็นทุกขสัจจะ (ทุกข์แท้) คือทุกข์ในชั้นของธาตุ ขันธ์ อายตนะ ซึ่งเกิดจากตัณหาแต่ปางก่อน
พระพุทธเจ้าทรงชี้สมุทัยว่าคือตัณหา หมายถึง ตัณหาซึ่งเกิดใหม่ที่สร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้น ทุกข์ที่เกิดจากตัณหานี้ อาตมาถือว่าเป็นทุกข์เทียม ตัวอย่างเช่น ในระบบของขันธ์๕ เมื่อเราหิวข้าวถ้าเราไม่กินข้าวเราก็จะตาย(ทุกข์แท้) แต่ทุกข์ในชั้นของสมุทัยซึ่งหมายถึงตัณหานั้น เวลาที่เกิดตัณหาคือมีความอยากในกามขึ้นมา หากเราไม่สนองตอบต่อกามหรือความอยากนั้น เราก็ไม่ตาย และตัณหาหรือความอยากนั้นก็จะดับไปเอง ดังนั้น ตัณหาเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์เทียม ไม่ใช่ทุกข์แท้ เมื่อไม่ใช่ทุกข์แท้ ตัณหาจึงดับได้ แต่ทุกข์แท้นั้นละไม่ได้ จึงต้องกำหนดรู้
ในชั้นของการ “ละ” นั้น ปฏิจจสมุปบาทชี้ไปที่สมุทยวาระว่าต้องดับอวิชชาเท่านั้นกระบวนการแห่งทุกข์ทั้งปวงจึงจะดับ แต่ในอริยสัจบอกว่าตัณหาเป็นสิ่งควร “ละ” ทั้งนี้ ให้เข้าใจว่า หากไม่อยากทุกข์ก็อย่ามีตัณหา แต่เมื่อละตัณหาไม่ได้ ก็ต้องยอมรับทุกข์ที่เกิดขึ้นให้ได้ เพราะฉะนั้น คำว่า “ตัณหาเป็นของควรละ” นั้น หมายถึง “ละ” เพียงเพื่อว่าเราจะไม่ทุกข์กับความทุกข์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น
การยอมรับความทุกข์เป็นวิธีง่าย ๆ แต่นั่นเป็นปัญญาที่ยังไม่ทำให้เราหลุดพ้น สิ่งที่จะทำให้หลุดพ้นคือการทำลายอวิชชาด้วยการเจริญมรรคนั่นเอง มรรคที่เจริญจนบริบูรณ์แล้วจะทำลายอวิชชาสังโยชน์ซึ่งนอนเนื่องอยู่ในสักกายทิฏฐิ การเจริญมรรคจึงถือเป็นการปฏิบัติอันเป็นไปเพื่อการดับทุกข์ คือเพื่อดับอวิชชานั่นเอง
ให้เข้าใจว่า สิ่งที่ปรากฏต่อจิตของเราคือตัณหาที่แสดงออกถึงความอยาก ความต้องการ ความปรารถนา พระพุทธเจ้าจึงทรงให้เราจับในส่วนหยาบนี้ก่อน แล้วสืบหาตัวสมุทัยที่แท้ซึ่งก็คืออวิชชา จึงอย่าได้หลงประเด็น อย่าไปไล่ดับตัณหาแล้วเข้าใจว่าดับตัณหาแล้ว ตัณหาไม่เกิดแล้ว ทุกข์ก็ไม่เกิดแล้วคือหลุดพ้นแล้ว
อาฬารดาบสกับอุทกดาบสดับตัณหาได้ ไม่มีทุกข์ แต่ก็ยังไม่หลุดพ้นเพราะไม่ได้ไปดับที่อวิชชา ไม่ได้ไปทำลายที่รากเหง้า ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า “การดับไปอย่างไม่เหลือของอวิชชาโดยปราศจากราคะ กระบวนการแห่งความทุกข์ทั้งปวงจึงเป็นอันยุติ ไม่สืบต่อ”
ง่าย ๆ อย่างนี้ คิด วิเคราะห์ในหลักธรรมนี้ให้เข้าใจ จนเกิดเป็นความรู้ เมื่อเกิดความรู้แล้ว จิตที่รู้แล้วจะเข้าไปกระทำกิจเอง...
จากหนังสือเรื่อง “อริยสัจ ๔ ในชีวิตจริง”
โดย จารุวณฺโณ ภิกฺขุ (พระอาจารย์ต้น)
(เรียบเรียงเนื้อหามาจากหน้า ๓๓ – ๓๗)

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม