อุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕ ตอนที่ ๑
อุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕
ธรรมะเป็นของปัจจัตตัง คือ เป็นเรื่องราวเฉพาะตน เป็นความจริงเฉพาะบุคคล ความจริงเกิดขึ้นกับใครก็เป็นความจริงของคนๆนั้น จะต้องรับรู้รับทราบด้วยตนเองเอง แต่ละเรื่องที่ปรากฏมันหลากหลายเรื่อง หลากหลายอาการ หลากหลายอย่าง หลากหลายอารมณ์ แต่ละอย่าง แต่ละอาการ แต่ละอารมณ์ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง คือ เราประสบกับเรื่องนั้นๆจริง แต่เรื่องที่ประสบมันไม่จริง
ในความหมายว่าไม่จริง ก็คือมันไม่สามารถที่จะอยู่กับเราได้นาน มันก็เลยแสดงความไม่จริง คือความไม่ใช่สภาพเที่ยงแท้ แต่เราก็เจอมันอีก เหมือนกับว่ามันมีอยู่เรื่อยๆ ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ได้มีอยู่เรื่อยๆ แต่เราไปกำหนดหมายว่าเป็นของมีอยู่เรื่อยๆ มันก็เลยครอบงำความรู้ของใจเรา
พระพุทธเจ้าทรงบอกให้เอาความจริงที่เรียกว่า ธรรมะ คือ สิ่งที่ทรงไว้ซึ่งความเป็นจริง มาเป็นเครื่องพิจารณา มาเป็นบาทฐานของการฝึกฝนจิตใจ เมื่อทำความเข้าใจกับความจริงได้ ก็พยายามแยกตนเองออกจากความจริงอันนั้น แล้วไปสู่สิ่งที่เป็นความจริงอย่างถาวร เรียกว่าความดับสนิท
ความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสบอก และทรงสั่งสอน เป็นความจริงอยู่ในสภาพที่เป็นสังขาร แต่ความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงให้พวกเราเข้าไปถึงจุดมุ่งหมายเป็นความจริงที่ไม่ใช่สภาพสังขาร
มีความจริงอยู่ ๒ อย่าง ที่เรียกว่า สังขตธรรม สิ่งที่ทรงไว้ซึ่งความเป็นจริงด้านการปรุงแต่ง และ อสังขตธรรม สิ่งที่ทรงไว้ซึ่งความเป็นจริงด้านของการไม่ปรุงแต่ง
สภาพที่ปรุงแต่ง เป็นความจริงที่แปรปรวน ไม่คงที่ แล้วก็สลาย นี้คือความจริงอย่างหนึ่ง สภาพความจริงที่ไม่ปรุงแต่ง ไม่มีการแปรปรวน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และไม่มีการสลาย เพราะในนั้นไม่มีเหตุปัจจัยของการประกอบการรวมตัว เมื่อไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัยประกอบการรวมตัว หรือไม่มีอะไรประกอบกันได้ ลักษณะความเปลี่ยนแปลงที่เป็นลักษณะเด่นเฉพาะในตัวของสังขารก็ไม่มี
อนิจจัง ก็เลยไม่สามารถถูกเรียกในสิ่งที่เป็นอสังขตะ คือ ไม่มีธรรมชาติปรุงแต่ง
ทุกขัง ก็เลยไม่มีชื่อเรียกในสิ่งที่เป็นอสังขตะ
อนัตตา ก็เลยไม่มีชื่อเรียกในสิ่งที่เป็นอสังขตะได้ และก็ ไม่มีชื่อเรียกใดๆเลย พูดได้คำเดียวว่า นิพพาน แปลว่าดับ พูดได้อย่างนั้น
นิพพาน เป็นสัจจะด้านอสังขตะ แต่ผู้ที่จะเข้าสู่สัจจะด้าน อสังขตะได้ ต้องเข้าใจสังขตะก่อน เข้าใจสิ่งที่ปรุงแต่งก่อน สังขตะ แปลว่า เครื่องปรุงแต่ง สิ่งที่ปรุงแต่ง หรือว่าสิ่งที่ประกอบกันขึ้น สิ่งที่รวมตัวกันขึ้น ต้องเข้าใจเรื่องของสังขตะ
ธรรมะถ้ารวบยอดจริงๆก็มีอยู่ ๒ นั่นแหละ สังขตธรรมกับอสังขตธรรม สังขารกับวิสังขาร มีกับไม่มี
สภาพที่เราเกี่ยวข้อง และเป็นอยู่ คือสภาพสิ่งที่เป็นสังขต-ธรรม ธรรมที่เป็นสังขาร หรือว่าธรรมที่ประกอบการรวมตัวกันขึ้น ธรรมที่ปรุงแต่งขึ้น ธรรมที่ถูกตบแต่งขึ้น ความจริงที่จะต้องอยู่กับการปรุงแต่งอย่างนี้ เรียกว่าสังขตธรรม เป็นความจริง(อย่างหนึ่ง) หรือพูดง่ายๆว่า ร่างกายก็เป็นความจริงอย่างหนึ่งเพราะมันถูกปรุงแต่งขึ้น จิตใจก็เป็นความจริงอย่างหนึ่ง เพราะมันถูกปรุงแต่งขึ้น เป็นความจริงของด้านสังขตธรรม ซึ่งเป็นความจริงอย่างหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พวกเรารับรู้รับทราบธรรมะ ก็คือต้องรับรู้รับทราบรูปธรรมกับนามธรรม
รับทราบยังไง?
รับทราบทางด้านรูปธรรม โดยการรวมตัวกันมาจากธาตุ-ดิน น้ำ ไฟ ลม รับทราบนามธรรม โดยการรวมตัวกันมาจากนาม-ขันธ์ ๔ มี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ พระพุทธเจ้าทรงให้พวกเรารอบรู้ กำหนดรู้ ทำการรู้ ในเรื่องของรูปคือร่างกาย เวทนาอันเป็นตัวนาม สัญญาก็เป็นตัวนาม สังขารก็เป็นตัวนาม วิญญาณก็เป็นตัวนาม
ธรรมที่ประกอบกันเข้าที่เป็นสังขตธรรมนั้น ที่สุดแล้ว รวบยอดเหลืออยู่เพียงแค่ รูปธรรม กับ นามธรรม หรือเรียกว่า ขันธ์ ๕ นี่เอง คือ รูปกับนาม ทั้งหมดเลย สิ่งที่ประกอบกันขึ้น ไม่หนีไปจากขันธ์ ๕ ไม่เกินขันธ์ ๕ และไม่มากไปกว่า ขันธ์ ๕ ขันธ์ที่หกไม่มี พระพุทธเจ้าจึงสอนขันธ์ ๕ ไว้ ไม่ได้สอนขันธ์ ๖
เพราะฉะนั้น สังขตธรรม คือธรรมที่ปรุงแต่งกันอยู่ ปรุงแต่งกันเอง ปรุงแต่งกันขึ้น หรืออาศัยเหตุปัจจัยอย่างอื่น มาปรุงแต่งตัวเอง ธรรมชาติของเขาคือธรรมชาติของขันธ์นี้ หรือว่าธรรมชาติของสังขตะ ทั้งปรุงแต่งตัวเองด้วย ทั้งอาศัยเหตุปัจจัยอื่นมาปรุงแต่งด้วย
เมื่อปรุงแต่งด้วยตัวเอง พร้อมทั้งอาศัยเหตุปัจจัยอื่นมา ปรุงแต่ง เพื่อให้ความเป็นสังขตะดำรงไปได้ จึงมีการประกอบกันได้อยู่ตลอดเวลา เมื่อตนเองได้ประกอบตนเองไว้ได้ตลอดเวลาตลอดอายุของชีวิตที่เป็นอยู่ได้ ตนเองยังต้องไปประกอบอย่างอื่นอีกที่เกี่ยวเนื่องกับตน เช่น มีที่ดิน มีบ้าน มีเรือน มีรถ มีกิจ การงานประกอบทางด้านรูปขันธ์หลายอย่าง แสวงหาทรัพย์สินเงินทอง ประกอบทางด้านนามขันธ์ก็ความคิด ความรู้สึก ความปรารถนา ความยินดี ความเพลิดเพลิน ความสนุกสนาน ความดี ความชั่ว บุญบาป เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมดทางด้านนามขันธ์ แต่รากเหง้าของสังขตธรรมก็คือ ขันธ์ ๕
หากเรามาเรียนรู้ขันธ์ ๕ แล้ว กระบวนการอื่นจะถูกรู้ทั้งหมด ห่วงโซ่แห่งภพชาติก็จะถูกตัดขาด เพราะเรื่องอื่นอันเป็นตัวภพตัวชาติ ความทุกข์ ความยาก ความลำบาก หรือว่าวิสัยของการเกิด มันสืบต่อไปจากขันธ์ ๕ นี้
เมื่อรู้จักขันธ์ ๕ ชัด เข้าใจ ขันธ์ ๕ แจ่มแจ้ง รู้อย่างถ่องแท้ มันจะตัดสัญญาณการเกี่ยวข้องกับภพชาติ ตัดสัญญาณอื่นอีกมากมายในภพภูมิทั้ง ๓๑ ภพ ๓๑ ภูมิ ตัดโดยรอบ ตัดหมด คำว่า ตัด นี้ ต้องตัดด้วยอำนาจแห่งความรู้ หรือว่าอริยมรรคนั่นเอง มันต้องรู้จักขันธ์ ๕ ให้ชัด แล้วเรื่องราวของขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรื่องราวที่พูดตามพระพุทธเจ้าที่ทรงเทศน์สอนไว้ตามตำรับตำราเท่านั้น เรื่องราวเหล่านี้มันมีจริงอยู่ในตัวเรา รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ พระองค์ตรัสไว้ถูกต้องเป๊ะตามสัดส่วนแห่งกายกับใจของเราที่พร้อมมูลอยู่แล้ว ที่จะให้เราลงมือเข้ามาปฏิบัติ
โปรดติดตามในตอนต่อไป อุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕ ในตอนที่ ๒

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น