สัมมาทิฏฐิเป็นสิ่งที่บอกให้เรา “รู้อย่างถูกต้อง”
สัมมาทิฏฐิเป็นสิ่งที่บอกให้เรา “รู้อย่างถูกต้อง”
ในสิ่งที่ควรรู้ พระพุทธเจ้าทรงบอกว่าสิ่งที่ควรรู้อย่างถูกต้องคือ
รู้ทุกข์อย่างถูกต้อง
รู้จักเหตุให้เกิดทุกข์อย่างถูกต้อง
รู้การดับทุกข์อย่างถูกต้อง
รู้วิธีปฏิบัติต่อทุกข์อย่างถูกต้อง
รู้วิธีปฏิบัติต่อเหตุให้เกิดทุกข์อย่างถูกต้อง
การรู้วิธีปฏิบัติต่อความดับไปของเหตุถือเป็นการดำเนินมรรคอย่างถูกต้อง
การรู้อย่างอื่นถือว่า “รู้ผิด” ถ้ารู้ตามเรื่องที่กล่าวมาข้างต้นถือว่า “รู้ถูก” เพราะมีความเห็นถูก เมื่อทำถูกตั้งแต่เริ่มต้นก็จะ “ถูก” ไปตลอดสาย
สภาพธรรมทั้งหลาย ทั้งที่เป็นกุศลและอกุศลต่างมีระบบระเบียบสอดรับ ก่อเกิด และอิงอาศัยกัน มีสายโยงใยเป็นห่วงโซ่สืบต่อไปอยู่ทุก ๆ ระบบ ไม่ว่าจะเป็นชั้นของกุศลหรืออกุศล หากเป็นพวกตัณหา อาสวะ กิเลสก็เป็นกลุ่มของอวิชชา อวิชชาเกิดขึ้นตัวเดียวก็จะหยั่งลงสู่ภพไปทั้งระบบ คือทั้งขันธ์ที่เป็นอยู่ในเวลานั้นนำไปสู่เป็นเชื้อของภพได้ตลอดเวลา
หากสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นตัวเดียว ก็สามารถทำลายภพได้ในขณะนั้น ถือเป็นระบบระเบียบของการทำลายล้างกัน หักล้างกันในภาวะนั้นโดยปกติ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระองค์จึงทรงบอกหนทางแห่งการทำลายล้างกลุ่มอาสวะทั้งหลายที่นำมาซึ่งความทุกข์ คือการเวียนว่ายตายเกิดในภาวะชีวิตของเรา
ฉะนั้น ขอพวกเราให้ความสำคัญกับ “มรรค” ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติให้เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ โดยมรรคเป็นข้อที่ชี้ชัด ระบุชัดตายตัวไว้ว่า เป็นข้อปฏิบัติที่ปฏิบัติแล้วจะสามารถดับทุกข์ได้ หากปฏิบัติแล้วไม่สามารถดับทุกข์ได้ นั่นแสดงว่าเราได้ดำเนินอยู่ในมิจฉาปฏิปทา คือดำเนินอยู่ในหนทางที่ผิด แต่หากดับทุกข์ได้แสดงว่าเราดำเนินในหนทางที่ถูกต้อง
คำว่า “ดับทุกข์” ไม่ได้หมายความว่าทุกข์นั้นหายไปด้วยกำลังของกุศลธรรมหรือกำลังของสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นการดับทุกข์ด้วยกำลังแห่งสติปัญญาที่รู้จักทุกข์ การจะมีสติปัญญารู้จักทุกข์ ต้องเป็นการรู้จักทุกข์โดยมีเจตนาที่จะกล้าเผชิญกับทุกข์นั้น นั่นหมายถึงเราจะต้องไม่มีความกลัวในความทุกข์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ทางกายหรือทางใจ
ปุถุชนทั้งหลายกลัวความทุกข์ แต่พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านไม่กลัวความทุกข์ ท่านจึงอยู่ป่า อยู่เขาที่มีแต่ความทุกข์ยากได้โดยที่ท่านไม่รู้สึกเป็นทุกข์ อาการแห่งทุกข์ที่ปรากฏ ก็ให้ปรากฏไป แต่ท่านไม่ได้กลัว เนื่องด้วยท่านรู้ตามความเป็นจริงแล้วว่า ความทุกข์แต่ละครั้งที่เกิดขึ้นเป็นไปเพื่อขัดเกลาจิตของท่านให้บริสุทธิ์หมดจด จิตเราจะบริสุทธิ์หมดจดได้ก็จากความทุกข์ที่เราเผชิญนั่นเอง
คำว่า “บริสุทธิ์” คือบริสุทธิ์ด้วยความเห็นที่ถูกต้อง ไม่ใช่จิตเป็นผู้บริสุทธิ์ หมายถึงบริสุทธิ์ที่ความเห็น คือ “เห็นถูก” ตามหลักแห่งองค์อริยมรรค เมื่อเห็นถูกก็จะเกิดเป็นความบริสุทธิ์ คือขัดเกลาความเห็นนั้น แก้ไขความเห็นนั้น อันเป็นความเห็นที่เป็นมิจฉาทิฏฐิออกไปจากจิต ทิฏฐิอันบริสุทธิ์ก็เกิดขึ้น จิตจึงกลายเป็นของบริสุทธิ์ไปด้วยพร้อมกับทิฏฐินั้น หากมีทิฏฐิอันผิด จิตก็จะเศร้าหมอง ไม่บริสุทธิ์ มีโทษติดไปด้วย
ฉะนั้น “หลักการของความเห็นหรือสัมมาทิฏฐิ” จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก พระพุทธองค์จึงทรงสอนพวกเรามองให้เห็น “ความจริง” ให้ออกก่อน หากเรามองความจริงไม่ออก เราก็จะไม่สามารถปฏิบัติต่อความจริงนั้นได้อย่างถูกต้อง
การที่พระองค์ตรัสเรื่องความทุกข์ ไม่ได้ตรัสเพื่อให้เราไปเป็นความทุกข์ แต่เพื่อให้เรามองเห็นความจริง ทรงสอนให้เรารู้จักความทุกข์ เพราะเมื่อเรารู้จักความทุกข์ เราก็จะรู้จักเหตุ แต่หากไม่รู้จักทุกข์ เราก็จะรู้จักเหตุไม่ได้ การรู้จักทุกข์จึงเป็นการรู้จักเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เนื่องด้วยเหตุแห่งทุกข์จะเกิดขึ้นมาพร้อมกับความทุกข์เสมอ
เมื่อเรากำหนดรู้เหตุแห่งทุกข์แล้ว ในคราวครั้งต่อไปที่เกิดทุกข์ขึ้นมาอีก เราจะรู้จักเหตุในเวลาเดียวกัน เมื่อเหตุแห่งทุกข์ถูกรู้ เหตุแห่งทุกข์นั้นจะถูกละไปในคราวครั้งนั้น ฉะนั้น การรู้จักทุกข์มิได้หมายถึงการเอาทุกข์มาทับถมตนเอง แต่เราจะนำทุกข์นั้นมาเป็นเครื่องฝึกฝนทางด้านสติปัญญา เพื่อเป็นเครื่องกำหนดให้สติปัญญาของเราทำหน้าที่หรือทำกิจในการปฏิบัติแก้ไขความหลงผิดและยึดถือในภาวะแห่งชีวิต โดยหลงผิดว่าชีวิตของเรามีความสุข
บางส่วนบางตอนจากการเทศน์เรื่อง “ทุกข์อันมีไว้กำหนดรู้-เรียนรู้ทุกข์เพื่อความเจริญ สติ ปัญญา”

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น