สรุปเทศน์อบรมผู้มาถือศีล (กลางคืน) ณ ป่านาโสกฮัง



ย้อนอดีต  2559

สรุปเทศน์อบรมผู้มาถือศีล (กลางคืน) ป่านาโสกฮัง

        เราทุกคนต่างก็มีที่มาจากที่เดียวกัน นั่นคือธรรมชาติแห่งความเป็น 'อาภัสสะระจิต' (จิตที่มีรัศมีในตนเอง) ซึ่งเป็นจิตที่ถูกปรุงแต่งด้วยนาม คือเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรียกว่าเจตสิก คือธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิต เวทนาที่ปรุงแต่ง

จิตในคราวนั้นคือปีติ(สุขเวทนา)  จิตในคราวนั้นจึงมีปีติเป็นอาหาร 

        สัญญาก็กำหนดหมายปีติให้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิต สังขารก็ปรุงแต่งปีติให้อยู่กับจิต วิญญาณก็รับรู้อาการแห่งปีติของจิตทุกๆอาการ ทั้งหมดนี้คือเจตสิกที่สร้างจิตขึ้นมา จิตไม่มีรูปร่าง มีแต่เพียงรัศมีเท่านั้นไม่มีมนุษย์ ไม่มีเทวดา ไม่มีสัตว์ ไม่มีเปรต ผี ปีศาจ ไม่มีนรก มีเพียงแค่จิตที่ถูกปรุงแต่งด้วยเจตสิก


        

        เมื่อจิตได้หลงอุบัติขึ้นในโลก(ผุดเกิดขึ้น) แล้วสำคัญตนในตัวเองว่ามีตัวตนคือความเป็นมนุษย์ จึงได้ยึดถือกายมนุษย์กระทำกรรมต่างๆตามความอยาก เมื่อละชีวิตจากมนุษย์ไป แรงแห่งวิบากก็ส่งผลให้ไปสู่ภพตามวิถีแห่งกรรม จึงเกิดมีภาวะความเป็นมนุษย์ เทวดา สัตว์ เปรต ผี ปีศาจ นรก ขึ้นมาในภายหลัง เป็นที่เสวยผลบุญและบาป

เพราะความหลงผิดยึดถือในกายของตนเองนี่แหละ จึงทำให้จิตกลับไปสู่สภาวะอาภัสสะระไม่ได้ เพราะจิตมัวยึดแต่กายว่าเป็นตน หากพิจารณาแยกแยะกายออกจนเห็นความว่าง เราอาจจะเห็นแสงรัศมีของจิตในภายในได้ รัศมีนั้นจะมากหรือน้อย จะเป็นสีอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับบุญกุศลที่สะสมไว้อยู่ภายใน นั่นคือธรรมชาติของจิต


         

        แต่บางคนก็มองไม่เห็นรัศมีของจิต ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร ก็ขอให้รู้ว่าจิตเป็นรัศมีอยู่ภายในด้วยธรรมชาติของจิตอยู่แล้ว การปฏิบัติตามหลักศาสนา เราจึงจะไม่ปฏิบัติหยุดเพียงแค่ระดับของศีล เราจะต้องมาพิจารณากายให้เกิดสติปัญญาไถ่ถอนความเห็นผิดในกาย เพื่อที่จะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวงจรของทุกข์ต่อไปในเบื้องหน้า


        

        เมื่อเราวางกายได้ เราก็มาพิจารณาจิตให้เห็นความเกิดความดับตามสภาวะลักษณะที่เป็นจริง โดยกำหนดดูเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าปรุงแต่งจิตให้เป็นไปตามอาการที่เกิดขึ้นมา หากเรากำหนดดูในจิตเราจะเห็นว่าจิตนี้ถูกปรุงแต่อยู่ตลอดเวลา นั่นก็เท่ากับว่า จิตไม่มีตัวตนของตนเอง เวทนาเกิด จิตจึงเกิด เวทนาดับ จิตก็ดับ 

หรือมีอารมณ์อื่นเกิดกับจิต จิตก็เกิดรับอารมณ์นั้นแล้วก็ดับไปพร้อมกับอารมณ์ ซึ่งการกำหนดรอบรู้อย่างนี้จะช่วยให้เราเข้าใจจิตมากขึ้น และเราก็จะเกิดปัญญาตามหลักธรรมว่า จิตก็ไม่เที่ยง(อนิจจัง) จิตไม่คงที่(ทุกขัง) จิตไม่มีตัวตน(อนัตตา) เมื่อได้เข้าใจชัด รู้ชัดอยู่อย่างนี้ เราก็จะถอนความเห็นผิดในจิตว่าเป็นตัวตนออกได้ 



        จิตก็เป็นเพียงรัศมี(อาภัสสะระ)ที่ถูกปรุงแต่งด้วยนาม เกิดดับไปตามภาวะวิสัยของจิตเอง ไม่มีตัวตนของใครผู้ใดอยู่ในจิต ความสำคัญมั่นหมายว่า 'เป็นตน' ในสิ่งใดๆทั้งปวงก็หมดสิ้นไป กระแสพระนิพพานก็ปรากฏกับจิตเป็นเครื่องรองรับความเห็นถูกที่สมบูรณ์ และจะทราบภายในจิตว่า วงจรแห่งวัฏฏะอันหาที่สุดไม่ได้ ถูกตัดการสืบต่อให้เหลือสั้นลงโดยลำดับ

จารุวณฺโณ ภิกฺขุ

๒๐ .. ๒๕๕๙


เครดิตเนื้อหาจากอาจารย์จันทา ทองน้อย

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม