องค์แห่งโพชฌงค์ในจิต ตอนที่ ๒
องค์แห่งโพชฌงค์ในจิต
ทีนี้ สัญญาปรุงแต่งจิตเป็นยังไง
ในคราวครั้งแรกจิตมีการจำโดยลักษณะที่จิตก็ไม่ได้เป็นผู้จำ แต่ตัวสัญญาขันธ์ทำการจำปีติอันนั้นไว้ ตัวสัญญาจำปีติไว้ เมื่อสัญญาขันธ์จำปีติไว้ได้ ลักษณะแห่งการจำจึงทำให้จิตโน้มไปในปีติ เพราะว่าปีติเป็นเครื่องเอิบอิ่ม เป็นเครื่องยินดี เป็นเครื่องปราโมทย์ทางใจ เหตุปัจจัยใดอันที่ทำให้จิตเกิดความเอิบอิ่ม เกิดความปีติปราโมทย์ ตัวสัญญาขันธ์ได้จำเหตุปัจจัยอันนั้น จิตจึงโน้มไปในเหตุปัจจัยอันที่จะให้เกิดปีติ แล้วตัวเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดปีตินั้นยังไม่รู้ว่าคืออะไร มันเป็นสภาพที่ถูกปรุงแต่งขึ้น ยากแก่การเข้าใจในตัวของจิตเอง
พูดง่ายๆว่า ในสภาพของจิตมีการปรุงแต่งปีติกันขึ้นของจิตที่มันทำกันเอง มันเป็นเรื่องของจิตที่จะหาเครื่องเสวยจากเหล่าเจตสิกที่ประกอบอยู่รอบๆตัวจิตเอง แต่ไม่รู้ว่าจะอธิบายทางด้านรูปธรรมยังไงให้เข้าใจ ถ้าอธิบายก็อย่างที่เคยอธิบายในครั้งก่อนๆ (เรื่องเมตตาจิตกับการก้าวล่วง) แล้วว่า จิตเปรียบเสมือนดวงไฟ เจตสิกเปรียบเสมือนแสงสว่าง เมื่อดวงไฟเกิดขึ้นแสงสว่างก็ปรากฏ เมื่อดวงไฟดับแสงสว่างก็ดับ เป็นของอาศัยกันเกิด แสงสว่างก็เป็นเครื่องประกอบดวงไฟ จะบอกว่าแสงสว่างเป็นสิ่งที่มีอยู่โดยตัวของมันโดยที่ไม่อาศัยจิตก็ไม่ได้! หรือจิตจะมีอยู่โดยที่ไม่อาศัยเจตสิก ก็ไม่ได้ หากจิตกับเจตสิกแยกกันเมื่อไหร่ มันจะสลายทันที แสงสว่างก็สลายจิตก็สลาย แต่ปรากฏว่าลักษณะแห่งจิตกับเจตสิกจะต้องประกอบเป็นเนื้อเดียวกันอย่างนี้ไปตลอดทุกที่ ไม่ว่าจะรับรู้อารมณ์ใดก็ตาม
เมื่อมีปีติเป็นเครื่องเสวยทางจิต มโนวิญญาณรับรู้รับทราบปีติอันนั้น จิตก็เลยโน้มไปตามมโนวิญญาณ คือโน้มไปตามความรู้ การรับรู้ และจะเป็นความรู้สึก สัญญาก็ทำการจำ สังขารก็ปรุงแต่ง คำว่าปรุงแต่งก็คือว่าจิตมันจะโน้มไปในปีติ ตัวสังขารก็ปรุงแต่งปีติไว้ให้กับจิต ไม่รู้มันอาศัยเหตุปัจจัยอะไรมาปรุงแต่ง แต่มันก็มีเรื่องปรุงแต่งให้จิตอยู่กับปีติอันนั้นจนได้ อย่างเช่น บางครั้งบางคราวเรามีความปลาบปลื้มปีติยินดีในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แม้เรื่องราวอันเป็นตัวปีตินั้นผ่านพ้นไปแล้วก็ตาม ตัวสังขารมันสามารถยกเอาเรื่องราวที่เป็นปีติอันเป็นความปลาบปลื้มใจปราโมทย์ใจนั้น ยกขึ้นมาเพื่อให้จิตเกิดความรู้สึกอย่างนั้นอีก และมีการเสวยอารมณ์แห่งปีตินั้น ลักษณะอย่างนี้มี ก็ยังมี ก็คือบางทีตัวสังขารขันธ์ตัวปรุงแต่งมันจะหาเรื่องหาเหตุมาปรุงแต่งให้จิตได้มีอารมณ์เป็นเครื่องเสวยอยู่เรื่อยๆ
พูดง่ายๆว่า จิตนี้จะปราศจากเครื่องเสวยไม่ได้ เพราะมันจะต้องหาตัวเสวย หาอารมณ์เสวย หาอารมณ์เสพ เสวยก็คือเป็นเวทนา แล้วมันจะหาอย่างอื่นไม่ได้มันเลยต้องหาปีติในคราวครั้งแรก เพราะอย่างอื่นไม่สามารถเป็นเครื่องตอบสนองตัวมันได้ แม้ธรรมชาติพระนิพพานมีอยู่มันก็ไม่เอามาตอบสนอง เพราะไม่รู้จะเอามาตอบสนองทำไมพระนิพพาน ไม่เห็นประโยชน์ของพระนิพพาน แล้วรูปจะเอามาตอบสนองก็ไม่ได้ เพราะว่ารูปยังไม่เกิดการรวมตัว หรือยังไม่ได้เกิดการผสมผสานเป็นตัวเป็นตนขึ้น มันกระจายกันอยู่ จึงยังไม่มีการยึดตัวตนในรูปร่าง อุปาทานในตัวจิตจึงเกิดขึ้นและมีอยู่เรียกว่าอุปาทานขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์
ต่อเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบทางธรรมชาติ และเกิดโลกมนุษย์ขึ้น จิตก็เลยได้ปฏิสนธิตนเองลงสู่ภูมิมนุษย์ คือล่วงจากความเป็นตัวจิตที่อยู่ในจักรวาลดั้งเดิม ในตำรากล่าวไว้ว่า จิตดั้งเดิมนั้นเป็นธรรมชาติที่ผ่องใสมีรัศมีแผ่ซ่าน ล่องลอยไปในอากาศ มีปีติเป็นภักษา ปรารถนาจะไปที่ไหนก็ตาม ก็ไปได้ด้วยอำนาจแห่งใจ พลังทางใจ ดำรงตนอยู่ในอวกาศหรือว่าห้วงอวกาศนั้นอย่างมีความสุข เพราะมีปีติเป็นอาหาร เป็นอิสระในตัวเอง
แต่เมื่อได้มาปฏิสนธิลงสู่โลกมนุษย์หรือว่าภูมิแห่งความเป็นมนุษย์ ก็มีรูปร่างปรากฏเป็นร่างกายขึ้นโดยอาศัยธาตุดินน้ำไฟลมรวมตัวกัน ด้วยพลังแห่งตัวใจตัวจิตที่พยายามโน้มนึกให้เป็น เมื่อพยายามโน้มนึกให้ตนเองมีรูปร่าง สภาพรูปร่างก็เลยปรากฏเป็นนามกายขึ้น คือมีกายแต่ยังไม่ใช่กายหยาบ เมื่อดำรงตนอยู่ในโลกมนุษย์นี้อย่างยาวนานร่างกายก็เลยกล้าแข็ง ด้วยอาศัยเหตุปัจจัยหลายๆ อย่างทำให้รูปแข็งแกร่งขึ้น หยาบขึ้น พูดง่ายๆรัศมีเฉพาะตัวก็ หายไป หมดไป ดับไป ความผ่องใสก็ไม่มี เหลือแต่กายหยาบที่ประกอบไปด้วยดินน้ำไฟลม จึงเกิดมีมนุษย์สืบเชื้อสายกันมา การยึดมั่นถือมั่นในตัวตนรูปร่างของตนเองก็เลยปรากฏขึ้นมีขึ้น
เริ่มต้นในคราวครั้งแรกยังไม่ปรากฏว่ามีทุกข์อะไร แต่เมื่ออกุศลได้เริ่มมีขึ้น อกุศลเบื้องต้นนั้นก็คือการลักขโมย เมื่อมีการลักขโมยขึ้นก็มีกติกาขึ้นในสังคมและมีการลงโทษ จากนั้นก็มีการโกหก จากนั้นก็มีการหวงแหนข้าวของๆตนเอง จากนั้นก็เลยมีการยึดถือในตัวตนรูปร่างของตนเองขึ้นมา ก็ปรากฏว่ามีแต่แรงแห่งความทะเยอทะยานอยาก
ถ้าเรามองดูตามภาพและเรื่องราวที่ถูกจารึกไว้ในตามแบบแล้ว เราก็เลยเห็นว่าตัวจิตมันเป็นใหญ่ เป็นประธาน เป็นหัวหน้าจริงๆ ตัวจิตนี่ พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน ทุกอย่างจะสำเร็จได้โดยอาศัยจิต และบุคคลใดก็ตามหากกระทำกรรมด้วยกาย วาจา หรือใจ อยู่ การกระทำอันนั้นอาศัยจิตเป็นพื้นฐาน เป็นมูลฐาน เป็นตัวเป็นประธาน
แล้วทีนี้ก็เลยเข้ามาหาตรงคำถามที่ว่า มันเป็นประธานได้ยังไงทั้งๆที่มันถูกประกอบขึ้นถูกสร้างขึ้น คือมันจะเป็นใหญ่ได้ยังไง เป็นหัวหน้าได้ยังไง?
ก็เหมือนกันกับในหมู่มนุษย์เรานี่ มนุษย์ไม่ว่าจะเป็นสังคมไหนชุมชนใด หรือประเทศไหนๆ จะต้องมีหัวหน้า และหัวหน้านั้นจะต้องถูกเลือกจากหมู่ของมนุษย์เอง มันคล้ายๆกันกับว่าจิตถูกสร้างมาจากเจตสิก เหมือนกันกับว่าในหมู่มนุษย์นี้จะต้องคัดเลือกคนที่เป็นหัวหน้าขึ้นมาหนึ่งคน แล้วอาศัยคำตัดสินของหัวหน้านั้นเป็นหลักเป็นเกณฑ์ ยอมรับในการปฏิบัติข้อปฏิบัติจากผู้เป็นหัวหน้า เบื้องต้นก็คัดเลือกบุคคลผู้เหมาะสมที่จะเป็นหัวหน้าก็คือกษัตริย์ ในคราวครั้งแรก ประเทศไหนชุมชนใดต้องมีกษัตริย์
กษัตริย์ ก็คือผู้เป็นใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าแห่งเขตแคว้นในที่อาศัยอยู่ เปรียบเหมือนดั่งจิตเรานี้ถูกสร้างมาจากเจตสิก เจตสิกเป็นเครื่องปรุงแต่ง เปรียบเหมือนกับมหาชนทั้งหลายเป็นเจตสิกคือเครื่องปรุงแต่งผู้คัดเลือกให้มีหัวหน้าเขตขึ้น เมื่อเจตสิกปรุงแต่งก็เกิดมีจิต จิตก็เลยมีอำนาจ เพราะถูกสร้างขึ้นจากเจตสิก มีอำนาจที่จะสามารถโน้มนึกสิ่งต่างๆให้เป็นไปตามพลังแห่งใจของตน ไปตามความต้องการของตน
ซึ่งจริงๆ ความต้องการของจิตเริ่มแรกนั้นยังไม่มี ยังไม่มีความต้องการอะไร แต่เมื่อความเคยชินของจิตที่มันมีความปรารถนาอยู่กับปีติอันดั้งเดิม แล้วปีติอันนั้นถูกแทรกไปด้วยสิ่งที่ไม่ใช่ปีติ แทรกไปด้วยความทุกข์ แทรกไปด้วยอารมณ์อันเป็นโทสะ แทรกไปด้วยอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความลุ่มหลง ปีติก็เลยหายไป หมดไป ตัวสัญญาขันธ์ไม่สามารถทำการจำปีติ เพื่อจะเป็นข้อมูลให้สังขารปรุงแต่งหรือหาเหตุปัจจัยมาสร้างปีติให้กับจิตได้อีก จิตก็เลยคลุกคลีอยู่กับอารมณ์อันเป็นอกุศลอารมณ์ที่เป็นทุกข์เสียมากกว่า เพราะฉะนั้น เมื่อเวลามีการปฏิบัติธรรม นักปฏิบัติโดยส่วนมากจะต้องแสวงหาอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความปีติให้กับจิต
โดยทั่วไปแล้ว ในวงผู้ปฏิบัติมักจะใช้คำบริกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พุทโธ หรือ ดูลมหายใจเข้าและออก หรือกำหนดอิริยาบถในการยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ หรือพองยุบหนอ หรือวิธีอื่นอีก เพื่อจะเป็นเครื่องตอบสนองให้จิตเกิดปีติปราโมทย์ และหากได้ปฏิบัติไปในระดับหนึ่ง มีความเพียรในการกระทำก็ย่อมเกิดปีติทางจิตได้เหมือนกัน เมื่อเกิดปีติปราโมทย์จิตก็สงบระงับ เมื่อจิตสงบระงับก็เป็นสมาธิ เมื่อสมาธิเกิดขึ้นย่อมมีจิตตั้งมั่น เมื่อมีจิตตั้งมั่นย่อมรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง อันนี้คือลำดับแห่งจิตที่จะมันเป็นไปตามขีดขั้นของมัน จากการปฏิบัติของผู้ปฏิบัติเอง แต่คราวนี้ จิตที่ยังไม่เกิดปีติหรือยังไม่มีปีติ หากจะให้จิตคล้อยไปในหลักธรรม มันคล้อยไปได้ยาก มันโน้มไปได้ยาก หรือจะไปเข้าใจในลักษณะของธรรมนั้นน่ะเป็นสิ่งที่กระทำได้ยาก จึงต้องอาศัยปีติเป็นเครื่องนำหน้า เพราะจิตปรารถนาอารมณ์อันเป็นกุศลคือตัวปีติในตัวของมัน
ติดตามตอนที่ 3 ต่อไปครับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น