ธรรมนาวา ๔
พระพุทธเจ้าฝากฝังไว้ว่า "ดูก่อนอานนท์ พวกเธออย่าขวนขวายเพื่อบูชาสรีระของพระตถาคตเลย พวกเธอจงสืบต่อประโยชน์ตน ประกอบตามประโยชน์ตน ไม่ประมาทในประโยชน์ตน มีตนส่งไปแล้วอยู่เถิด”
คำว่าพวกเธอจะหมายถึงใครถ้าไม่ใช่พุทธบริษัท คำว่าพุทธบริษัท ย่อมหนีไม่พ้นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เป็นแน่แล้วพุทธบริษัท ได้สำเหนียกในคำตรัสนี้หรือเปล่า? หากไม่ได้สำเหนียกแล้ว จะโยนความผิดให้กับผู้ใด พุทธบริษัทจะต้องมีความสำนึกรับผิดชอบต่อศาสนธรรมร่วมกัน จึงจะถูกต้องพระพุทธเจ้าทรงสอนให้พุทธบริษัท มีความรู้ถ้าพวกเราเหล่าพุทธ บริษัท ไม่มีความรู้แล้วจะเป็นพุทธสาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมปราชญ์ อย่างไรได้พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้บุกเบิกทางแห่งอภิมหาปัญญา หาผู้เทียบทานไม่ได้ถ้าพวกเรามัว แต่หลงงมงายขาดเหตุผลกันอยู่อย่างนี้ ยังจะกล้าประกาศตนว่าเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้าผู้ทรงปัญญาได้อยู่
พุทธบริษัททั้งหลาย ขอพวกเราจงรวบรวมความกล้าหาญในการปฏิบัติธรรมให้ถูกต้องตามคำสั่งสอนจงเชิดชูหลักคุณธรรม อันเป็นเครื่องนำทางชีวิตอย่างประเสริฐ จงริเริ่มพากันแก้ไขในสิ่งผิดให้ถูกต้องดีงามตามหนทางสายกลางให้ได้เถิดแล้วจะได้เห็นความเบ่งบานของศาสนธรรมที่กำลังเหี่ยวเฉา ให้กลับได้คงคืนความสดชื่นดังเดิมศาสนธรรมดี
พุทธบริษัทก็เหมือนมีดีอยู่ในตัว ศาสนธรรมเลวก็ย่อมส่อให้เห็นความเลวของพุทธบริษัท เหมือนกัน ขอพุทธบริษัททั้งหลายทุกถ้วนหน้าจงมีความเชื่อมั่นในศาสนธรรมเถิด แล้วชัยชนะของพวกเราจะอยู่เหนือมารร้ายทั้งปวง พระพุทธเจ้าทรงสอนพุทธบริษัท ให้มีปัญญาพวกเราคงคุ้นเคยกับคำสั่งสอนที่ว่า "นตุถิปญญาสมาอาภา (นัด-ถ-ปัน-ยา-สะ-มา-อา-พา) ไม่มีแสงสว่างใดเสมอแสงแห่งปัญญา" ครั้งแรกเราย่อมไม่มีปัญญาอยู่แล้วเราจึงจะต้องเชื่อพระปัญญาการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แล้วปฏิบัติตามจนเกิดเป็นผลที่ควรแก่การบรรลุอันเป็นปัญญาของเราเองแท้จากนั้นก็พึ่งปัญญาของตนปัญญาของเราจะเชื่อได้มากน้อยแค่ไหนนั้นก็ต้องเทียบเคียงกับปัญญาของพระพุทธเจ้า แล้วอนุมานตามโดยไม่ขัดแย้งแล้วเราก็จะรู้ได้ว่าความมีปัญญาในตนนั้นยิ่งใหญ่เพียงไร
พระพุทธเจ้าสอนให้มีปัญญา แต่ปัญญาจะเกิดขึ้นมาลอย ๆ ไม่ได้จะต้องอาศัยการสร้างเหตุจึงเกิดเป็นปัญญาได้เหตุแห่งปัญญามี ๓ คือการได้ฟังคำสอนอันถูกต้องการคิดอย่างถูกต้องและการปฏิบัติอย่างถูกต้องหากสร้างเหตุครบทั้ง ๓ ประการนี้แล้วจะต้องเกิดปัญญาเป็นแน่คำสอนมีตั้งมากมายหลายอย่างกว่าจะฟังครบหมดทุกอย่างก็คงต้องตายก่อนแน่ ๆ หรือถ้าฟังได้ครบก็ไม่แน่ว่าจะนำมาคิดใตร่ตรองให้ถูกต้องได้อย่างไรคงจะเป็นประสาทเสียก่อนแล้วกระมัง? แล้วถ้ายิ่งลงมือปฏิบัติตามก็คงเป็นการปฏิบัติอย่างคนเป็นประสาทอีกนั่นแหละดูก่อนท่านผู้กลัวการเป็นโรคประสาท!
โปรดใจเย็นรออธิบายเสียก่อน การปฏิบัติต่อศาสนธรรมนั้น ไม่ควรปฏิบัติแบบปอกมะพร้าวเอาปากกัด อันสิ่งของมากมายหลายอย่างเราจะถือเอาภายในครั้งเดียวหนเดียวย่อมไม่ได้แน่จงมองให้เห็นสิ่งของที่อยู่ใกล้ตัวเสียก่อนสิ่งใดพอยกเอาได้ก็ถือเอาสิ่งนั้นก่อนคำว่าสิ่งของที่ใกล้ตัวนั้นตามหลักธรรมย่อมหมายเอาร่างกายของเรานี้เองที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด ทุกข์ก็เกิดที่ตัวเราเมื่อจะดับทุกข์ก็ต้องดับที่ตัวเรา จงใช้ร่างกายของเรานี้แหละเป็นเครื่องมือเริ่มต้นเพื่อการเข้าถึงอภิมหาปัญญาอย่างยอดเยี่ยมพระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักธรรมเรื่องธาตุ ๔
ติดตามอ่านในตอนที่ ๕ ต่อไป




ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น