พระอาจารย์ตอบคำถาม ธรรมะจากนักเรียนเรื่อง บัวมีสี่เหล่าหรือสามเหล่ากันแน่
พระอาจารย์ตอบคำถาม ธรรมะจากนักเรียนเรื่อง บัวมีสี่เหล่าหรือสามเหล่ากันแน่
******************
ที่มาของคำถาม: บัวในพระไตรปิฎกมี 3 เหล่า แต่ในหนังสือเรียน มีสี่เหล่า ตามที่นักเรียนอธิบายมาว่า
ผมมีคำถามครับ เกี่ยวกับหลักคำสอน ที่บอกว่า บัวมี 4 เหล่า บัวใต้ตม บัวใต้น้ำ บัวปริ่มน้ำ บัวพ้นน้ำ ซึ้งผมถาม ครูหลายๆท่าน ผู้รู้หลายๆคน ก็จะตอบว่า บัวมี 4 เหล่า ไม่ใช่แค่ครูหลายๆท่าน หนังสือที่เรียนมา ก็บอกว่า บัวมีสี่เหล่า ซึ่งก็เลยอยากมาถามอาจารย์ใน ฐานะ ที่ อาจารย์นับถือ พระพุทธศาสนา จากพระไตรปิฎกโดย แท้จริงผมไม่ได้เอาข้อมูลมั่ว นะครับ ผมเอา จากพระไตรปิฎก โดยแท้
ก็เลยอยากถามว่า สรุปแล้ว เขาแบ่งบัวออกเป็นกี่เหล่า
ถ้าแบ่งบัว ออกเป็น 3 เหล่า ก็แสดงว่า เราถูกสอนมาแบบผิดๆ นะสิครับ ณรงค์สิทธิ์ ศรีระพรม
****************^^^^
คำตอบจากพระอาจารย์ จารุวัณโณ ภิกขุ (พระอาจารย์ต้น)
เรื่องดอกบัวสี่เหล่านี้ เดิมทีที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงมีเพียงแค่สามเหล่าเท่านั้น การที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงบุคคที่เปรียบด้วยบัวสามเหล่านั้นเนื่องเพราะพระองค์ทรงพิจารณาถึงบุคคลที่ควรแก่การบรรลุธรรมว่า มีบุคคลเพียงสามเหล่าเท่านั้นที่สามารถบรรลุธรรมในปัจจุบันนี้ได้
การที่พระองค์ได้พิจารณาถึงบุคคลผู้ควรค่าแก่การบรรลุธรรมที่พระองค์ตรัสรู้ได้ ก็เพื่อที่จะน้อมจิตของพระองค์ให้พอพระทัยในการแสดงธรรม พระองค์จึงไม่ตรัสถึงบุคคลประเภทที่สี่ที่เป็นเหมือนบัวเหล่าที่สี่(บัวในตม) เพราะพระองค์ทรงท้อพระทัยที่จะกล่าวสอนในบุคคลเหล่านั้น
นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์สำหรับพระศาสดาของเรา ที่พิจารณาถึงเหตุ-ผลเพื่อการแสดงธรรม หากไม่มีเหตุ-ผลเพียงพระองค์ก็ไม่ทรงแสดงธรรม เพราะธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสรู้นั้นเป็นสิ่งที่รู้ได้ยาก เห็นตามได้ยาก ละเอียด ประณีต ทวนกระแสจิตของบุคคผู้มากด้วยตัณหา สมดังนามตามพุทธคุณที่ว่า "พระพุทธเจ้าเป็นผู้ฝึกบุคคลผู้สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า"
เมื่อพระองค์ทรงได้เหตุ-ผลที่พอแก่การแสงดงธรรม พระองค์จึงให้โอกาสแก่สหัมบดีพรหมรับอาราธนาในการประกาศธรรมแก่ชาวโลก บุคคลที่เปรียบด้วยดอกบัวสามเหล่าต่างก็บรรลุธรรมตามลำดับเป็นจำนวนมาก และยังมีมาถึงในปัจจุบันนี้ด้วย
สรุปแล้วในตำราที่เราได้เรียนกันมาในเรื่องของดอกบัวสี่เหล่านั้นถูกต้องแล้ว ไม่ผิดแต่ประการใด ถึงแม้พระพุทธเจ้าจะตรัสถึงแค่สามเหล่าก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีบุคคลที่เปรียบด้วยบัวสามเหล่าเท่านั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงบุคคลสี่ประเภทที่เปรียบด้วยบัวสี่เหล่าในเรื่องอุคฆฏิตัญญูสูตร อยู่ในอังคุตรนิกาย จตุกนิบาต
********************
ส่วนที่มีการกล่าวถึงบัวสี่เหล่า เทศน์พระอาจารย์
ความตอนหนึ่งว่า
# คนโชคดีมีบุญมาก
หรือน้อย สังเกตลักษณะ 4 ประการ
1)โชคดีมีบุญที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์
2)โชคดีมีบุญที่ได้พบพระพุทธศาสนา
3)โชคดีมีบุญที่น้อมจิตน้อมใจเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ
4)โชคดีมีบุญที่ได้มีความเพียรในการปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมได้เป็นอริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดา พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์
#ระดับผู้จะฝึกฝนตนเองมี 4 ประเภท เรียกว่า บัวสี่เหล่า
1)บัวพ้นน้ำ พร้อมจะรอแสงพระอาทิตย์ ยามเช้าแล้วก็เบ่งบาน
เหมือนคนมีบุญ สะสมบุญบารมีมามาก
พอได้ฟังธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า 1~2ครั้งก็เข้าใจแล้วสามารถประหารกิเลสได้ทันที
2)บัวใต้น้ำ พร้อม รอรับแสงพระอาทิตย์
เมื่อพ้นน้ำก็เบ่งบานทันที
คือ ผู้ได้ฟังธรรม
คำสอนของพระพุทธเจ้า 3 ครั้ง คิดไตร่ตรอง อย่างแยบ
คายแล้วบรรลุธรรม
3)บัวกลางน้ำ เป็นบัวที่พ้นตมมาอยู่กลางน้ำ รอแสงพระอาทิตย์หลายวันกว่าจะพ้นน้ำเพื่อรอวันเบ่งบาน เป็นคนพวกเวไนยสัตว์คือคนที่ต้องอาศัยวินัยบังคับตนเองในการฝึกฝนตนเองในการปฏิบัติธรรมโดยบังคับตนเอง
ให้มีความเพียรในธรรม เช่น เลิกดูหนังฟังเพลง หันมาฟังเทศน์แทน เพื่อศึกษาธรรมสร้างสัมมาทิฏฐิมีความเห็นให้ถูกต้องแล้วน้อมใจมาปฏิบัติ ให้ทาน รักษาศีล5 เจริิญภาวนา ศรัทธามุ่งมั่น บ่อยๆเนืองๆจึงได้พ้นน้า คือ บรรลุธรรมในที่สุด
4)บัวใต้ตม คือ บัวที่พร้อมจะเป็น
อาหารเต่าและปลา เหมือนคน
ไม่สนใจธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าแม้จะอยู่ใกล้คนที่ปฏิบัติธรรมก็ไม่สนใจ ไม่รู้เรื่องอะไร อยู่แบบมืดบอด ไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไรเกิดมาทำไม ตายแล้วจะไปไหน พร้อมจะเป็นอาหารของเต่าและปลา หมายถึงพร้อม
ที่จะอยู่ใต้อำนาจของกิเลส เป็นประเภทที่ไม่มีใครสามารถสอนได้แม้แต่พระพุทธเจ้า ท่านจึงไม่กล่าวถึงบัวเหล่าที่สี่นี้
# สำหรับผู้ต้องการฝึกตนเอง
เข้าสู่การปฏิบัติธรรม
ควรเริ่มต้นด้วยการ
ฝึก ท่องธาตุกัมมัฏฐาน ฝึกเดินจงกลมพิจารณากาย 6 ขั้นตอน เพื่อทำลายความ
เห็นผิดในกาย จะได้ละสักกายทิฏฐิ
หมั่นพิจารณาอารมณ์ ที่กระทบใจ เช่น
# วิธีจัดการกับ อารมณ์โกรธ อย่าไปดูคนที่ทำให้เราโกรธ แต่ให้มาดูอารมณ์ตนเอง
ว่า มันเกิดขึ้นเมื่อใด ตั้งอยู่นานไหม ดูมันจนมันดับเอง อย่าไปอยากดับมัน ถ้าเห็นมันดับก็เสร็จภารกิจตอนนั้น ถ้ามันเกิดใหม่ก็ดูใหม่ ทำแบบนี้อยู่บ่อยๆเราก็จะเห็นเกิด~ดับ แล้วกระแสพระนิพพาน
ก็จะเกิดขึ้นกับเรา ข้อสำคัญ ห้ามไปเพ่งโทษคนที่ทำให้เราโกรธ เด็ดขาด อารมณ์ใดกระทบต้องดูอารมณ์ตนเองอย่างเดียวห้ามเพ่งจากปัจจัยภายนอก นี่คือ การเข้าถึงธรรมะของพระพุทธเจ้า
#########
เครดิตเนื้อหาจาก อาจารย์จันทา ทองน้อย 28 สิงหาคม 2563



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น