องค์แห่งโพชฌงค์ในจิต ตอนที่ ๔
องค์แห่งโพชฌงค์ในจิต
ทีนี้ เราก็ต้องมาดูว่า คำว่าต้องรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ไอ้สภาพธรรมตามความเป็นจริงนั้นมันคืออะไร? เนี่ยตรงเนี้ย...สภาพธรรมตามความเป็นจริง ปฏิบัติมาทั้งหมดทั้งมวล ก็เพื่อที่จะมารู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง เคยตั้งจิตปรารถนาจะพบพระพุทธเจ้า หรือได้เกิดอีก เกิดแล้วเกิดอีกเพื่อให้ได้เจอพระพุทธศาสนา ก็เพื่อสิ่งเดียวนี่แหละ...รู้ธรรมตามความเป็นจริง ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นเลย จะมาทำบุญในพระพุทธศาสนาก็เพื่อสิ่งนี้แหละ...รู้ธรรมตามความเป็นจริง เพราะถ้ารู้ธรรมตามความเป็นจริงแล้วย่อมสลัดออกจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
สลัดอะไรออก? สลัดอุปาทานการยึดมั่นถือมั่นออกไป
ทำไมถึงสลัดได้? เพราะเห็นธรรมตามความเป็นจริง เพราะรู้ธรรมตามความเป็นจริง เพราะเข้าใจธรรมตามความเป็นจริง เพราะรับทราบธรรมตามความเป็นจริง
ตรงเนี้ย...ไอ้ธรรมตามความเป็นจริง มันคืออะไร? มันจะต้องพูดในระดับของบุคคลผู้เข้าถึงอุเบกขาก่อน จึงจะพูดต่อได้ว่า ธรรมตามความเป็นจริงมันเป็นยังไง แต่ก็ไม่เป็นไร จะอธิบายไว้เพื่อเป็นเครื่องเรียนรู้และเครื่องศึกษาสำหรับพวกเรา
บุคคลผู้มีสติ ย่อมมีการระลึกรู้ในเรื่องของกายว่าเป็นธาตุ มีสติระลึกรู้เรื่องของจิตว่าเป็นกระบวนการของเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ประกอบกันขึ้นมีขึ้น เมื่อธาตุทั้งสี่มีอยู่จึงปรากฏว่ารูปร่างกายเรามีอยู่ เมื่อเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ จึงปรากฏว่าจิตมีอยู่ หากไม่มีดินน้ำไฟลม กายก็ไม่สามารถที่จะมีได้ หากไม่มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จิตก็ไม่สามารถที่จะมีได้ เมื่อไม่มีกายไม่มีจิตก็เลยไม่มีอุปาทานในการยึด ไม่รู้จะยึดอะไร เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะยึดได้หรืออุปาทานที่จะเกิดอุปาทานในตัวเราได้ ก็มีอยู่สองอย่างกายกับจิต
ในเรื่องของกาย ความเป็นจริงของกายของมันก็คือ มันเป็นของที่ไม่สามารถที่จะตั้งมั่นอยู่ได้อย่างยาวนาน อย่างยืนนาน หรือว่าอย่างยั่งยืน นี่คือความเป็นจริง คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ในตัวของเรานี่มันประกอบกันเข้า การที่ประกอบกันเข้ามันมีเวลาที่จะสลาย
แล้วลักษณะแห่งการประกอบกันเข้า เมื่อเริ่มประกอบกันเข้าเป็นตัวตนและรูปร่างของเราสมบูรณ์แบบเมื่อไหร่ เวลานั้นคือดำเนินไปสู่ความเสื่อมหรือความสลายแล้วในขณะนั้น แต่เราไม่รู้หรอกว่าร่างกายเราเสื่อมอยู่ตลอดเวลา เพราะเราไม่เคยมองและไม่เคยฝึกที่จะรู้ เมื่อเราไม่เคยมองและไม่เคยฝึกที่จะรู้ เราจะเห็นร่างกายเสื่อมได้ยังไง
คำว่าเสื่อม เรามาเจาะประเด็นตรงคำว่าเสื่อม เสื่อมมันตรงกันข้ามกับไม่เสื่อม คำว่าไม่เสื่อมก็คือสิ่งที่ตั้งอยู่และมีอยู่อย่างนั้นอย่างตายตัว คำว่าเสื่อม เป็นเครื่องบ่งบอกว่ามันถึงคราวที่จะดำเนินไปสู่ความสลาย ความไม่เจริญเติบโต ความไม่ยั่งยืน ความไม่ตั้งมั่นอยู่ได้ ความเคลื่อน คลาย จากสภาพเดิมของมัน หรือว่าความเปลี่ยนแปลงพวกนี้ เปลี่ยนแปลงก็คือการสลายเหมือนกัน เรียกว่าความเสื่อม นี่คือความหมายของมัน
ทีนี้ เราก็มาดูร่างกายของเราว่า ร่างกายของเรานี่มีความเสื่อมอย่างนั้นไหม อย่างที่มันต้องเปลี่ยนแปลง อย่างที่มันไม่สามารถตั้งอยู่ในสภาพเดิมได้ อย่างที่มันจะต้องเคลื่อน คลาย สลาย ไปสู่ความสลาย อย่างที่มันจะต้องดำเนินไปถึงภาวะที่ต้องแยกกัน เพราะมันมีเวลาที่จะแยก ถ้ากำหนดชีวิตคนปัจจุบันนี้หนึ่งร้อยปี ทำไมถึงกำหนดร้อยปี เพราะคนมีอายุหนึ่งร้อยปียังมีให้เห็นอยู่ ก็เลยกำหนดร้อยปีเป็นเกณฑ์ก่อน
เมื่อเราวิจัยและทำการใคร่ครวญสภาพความเป็นจริงของร่างกายอย่างนี้บ่อยๆได้ ว่ากายของเรานี้มันจะต้องถึงจุดเสื่อมสลาย และดำเนินไปสู่ความเสื่อมสลายตลอดเวลา สิ่งที่บ่งบอกให้เห็นความเสื่อมสลายก็คือลมหายใจเข้าและออก นี่คือความเสื่อมสลายที่เห็นได้ชัด (หายใจ)เข้าปรากฏว่าร่างกายเราจึงสามารถดำเนินไปได้ (หายใจ)ออกร่างกายจึงสามารถว่ามีอยู่ได้ แต่ทำไมเราไม่เห็นว่ามันเสื่อม ที่มันเสื่อมคือเหตุปัจจัยด้านลมหายใจที่เราหายใจเข้าไปเนี่ยมันค้ำชูให้ร่างกายตั้งอยู่ แล้วลมหายใจที่ออกก็ทำให้ร่างกายดำเนินไปอยู่ เป็นตัวขับเคลื่อน มันเสื่อมสลายในขณะที่ลมหายใจเข้าพร้อมกับเราหายใจออก
คำว่า หายใจออก นี่ ชีวิตเราหมดไปแล้วนะเฮือกหนึ่ง หายใจออก...ฮืด หรือหายใจเข้า...ฮืด คือเกิดใหม่ หายใจออกเฮือกหนึ่งนี่ก็เสื่อมสลายหรือว่าดับไปแล้ว สภาพที่เกิดใหม่จึงทำให้ชีวิตินทรีย์หรือว่าอินทรีย์คือชีวิตสืบต่อ แล้วสภาพที่ออกก็คือทำให้จุดเสื่อมนั้นน่ะดับ ตัวชีวิตที่มันเสื่อมของช่วงเวลาที่ผ่านมาน่ะถูกสลาย คือมันสลายไปตามลมหายใจเข้าและออก ออกนี้สลาย หายใจเข้าก็คือเหตุปัจจัยสร้างใหม่ ในชีวิตของเรามันเป็นอย่างนั้น สิ่งเหล่านี้คือความเสื่อมสลาย
หรือถ้าหากจะเปรียบเทียบ ก็เอาก้อนน้ำแข็งไปวางไว้ที่กลางแดดกลางแจ้ง หรือไม่วางไว้กลางแดดก็เอาออกจากเครื่องทำความเย็นที่ทำให้น้ำแข็งออกมา ดูว่าน้ำแข็งมันจะเป็นยังไง มันต้องดำเนินไปสู่ความเสื่อมสลาย ร่างกายเราก็เป็นอย่างนั้น ให้มองเห็นเป็นอย่างนั้นเลย พระพุทธเจ้าว่าให้เห็นเป็นอย่างนั้นแหละ จากก้อนใหญ่ๆ ก้อนปกติของมันก็จะลดขนาดลง เล็กลงๆๆ จนถึงสลาย
จริงๆร่างกายของเรานี่มันเล็กลงเรื่อยๆ แต่เรามองเห็นว่ามันเจริญเติบโต ใช่ คำว่าเจริญเติบโตนั้นน่ะ ไม่ใช่ว่าชีวิตเราเจริญเติบโตนะ มันเป็นเรื่องของร่างกายเจริญเติบโต แต่ตัวชีวิตน่ะมันเล็กลงๆ คือหมดลง สั้นลงๆๆ ตัวชีวิตหรือว่าชีวิตคืออินทรีย์ๆคือชีวิต ตัวอินทรีย์คือชีวิตเนี่ยเป็นตัวรักษารูปร่างกายไว้ หากอินทรีย์คือชีวิตรักษารูปร่างกายไว้ได้ยืนยาวนาน ชีวิตเราก็ยืนยาวนาน หากอินทรีย์คือชีวิตรักษารูปร่างกายไว้ไม่นาน ชีวิตนี้ก็เป็นไปได้ไม่นานมัน ก็เสื่อมสลายได้เหมือนกัน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น