หลักกรรม (ตอน ๒)
ในทางพระพุทธศาสนานั้น ความดีที่กล่าวถึงเป็นความดีในชั้นของการได้รับการอบรม อันเกิดจากการฝึกจิตภายใน เราจะเกิดการตระหนักรู้ หรือรู้ในชั้นที่พระองค์ใช้คำว่า “หิริ โอตตัปปะ”
หิริ คือ ความละอายต่อความชั่ว
โอตตัปปะ คือ ความกลัวต่อบาปที่จะเกิดขึ้น
ทั้ง “หิริและโอตตัปปะ” เป็นการผูกโยงใน “หลักกรรม” ที่พระองค์ตรัสว่า “ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว”
ทั้งนี้ บุญหรือบาป ผิดหรือถูก ดีหรือชั่ว สิ่งเหล่านี้ จะต้องได้รับการอบรมสั่งสอนจากศาสนา ศาสนาจะเป็นสิ่งกำหนดวิถีชีวิตทั้งฝ่ายอุบาสก อุบาสิกาว่า ควรจะใช้ชีวิตอย่างไรให้ถูกต้องในภาวะความเป็นอยู่ของสังคมแต่ละช่วงขณะ จึงจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องของ “กุศลธรรมและอกุศลธรรม”
พระพุทธองค์จึงตรัสถึงมูลเหตุที่จะนำไปสู่การกระทำทั้งถูก ทั้งผิด ทั้งดีและชั่วว่า การกระทำเหล่าใดก็ตามประกอบมาจากความโลภ โทษจะยังไม่เกิด ณ ขณะโลภ แต่จะเกิดเมื่อความโลภนั้นได้ล่วงอกุศล คือความโลภนั้นเป็นไปในทางทุจริต เมื่อใดก็ตามที่มีความโลภในทางทุจริต เมื่อนั้นถือเป็นการกระทำที่ผิดพลาด เป็นโทษและสร้างความเสียหายต่อตนเอง ต่อผู้อื่น ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ
ดังนั้น การกระทำใดก็ตามที่มาจากความโลภ หากยังไม่ล่วงอกุศล เช่น โลภอยากได้ของมา เมื่อได้มาในทางที่ชอบ ประกอบในการงานที่ถูกต้อง เป็นสัมมาอาชีพ โลภเช่นนี้ไม่มีโทษ แบบนี้โลภได้
พูดถึงความโกรธ เมื่อโกรธแล้วไม่ผูกอาฆาต พยาบาท โกรธแต่ไม่ทำร้ายใคร โกรธแต่ไม่ล่วงที่จะทำให้อีกบุคคลหนึ่งได้รับความเสียหาย ความโกรธเช่นนี้เป็นความโกรธที่ถูกควบคุมไว้ด้วยหิริ โอตตัปปะ
อีกเรื่องคือความหลง ความหลงนี้คือสิ่งที่เรายังเข้าใจกันน้อยมาก ความหลงในลักษณะที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงนี้เรียกว่า “โมหะ” โมหะเป็นความหลงด้วยอำนาจของความยึดมั่นถือมั่น เป็นกิเลสชั้นละเอียด ซึ่งเกิดจากความเห็นผิด เรียกว่าไม่ได้เห็นตรงตามหลักแห่งความจริง ฉะนั้น ความหลงนี้จะทำให้คนทำผิดพลาดในเรื่องของความโกรธและความโลภได้เสมอ
คนเรามีความโลภ ความโกรธ ความหลง โดยความโลภ ความโกรธ ความหลงนี้หากไม่ได้ถูกควบคุมด้วยหิริ - ความละอายและโอตตัปปะ – ความเกรงกลัวต่อบาป จะทำให้เราหลงผิดในการดำเนินชีวิต เช่น บางคนเรียนหนังสือแล้วสอบไม่ติด หรือบางคนผิดหวังกับความรัก หรือบางคนผิดหวังอย่างรุนแรงจากสิ่งที่ตนเองคาดหวัง ก็เกิดการฆ่าตัวตาย นี่ถือว่าเป็นความหลงผิด เขาไม่ทราบว่านั่นคือโมหะที่ใช้อารมณ์ในสิ่งที่ตนเองไม่รู้และไม่เข้าใจ คือแยกเหตุ แยกผล แยกเรื่องราวไม่ออกจึงฆ่าตัวเอง ซึ่งถือเป็นปัญหาทางสังคมอย่างหนึ่ง
ดังนั้น ในระดับปุถุชน เราจะต้องพูดถึงเรื่อง “กรรม” และเรื่องขององค์คุณธรรม 2 ประการซึ่งพระพุทธองค์ทรงใช้คำว่า “ธรรมโลกบาล” ธรรมที่เป็นโลกบาลคือธรรมที่คุ้มครองโลก เพราะหากปราศจากหิริ โอตตัปปะแล้ว ทุกคนจะสามารถทำสิ่งที่ผิดพลาดได้อยู่ตลอดเวลา เนื่องด้วยขาดจิตสำนึกในความละอายต่อความชั่ว และไม่รู้สึกเกรงกลัวต่อบาป
ทั้งนี้ รากเหง้าทั้งหมดที่เกิดการกระทำก็มาจากความโลภ ความโกรธและความหลงนั่นเอง โดยสิ่งที่ผิดพลาดนั้นก็จะนำไปสู่ปัญหาที่จะก่อให้เกิดเป็นภาระแก่สังคม แก่ประเทศชาติในที่สุด
*****************************
บางส่วนบางตอนจากการสนทนาธรรมกับคุณนพรัตน์ กุลหิรัญ (มาดามรถถัง) โดย พระอาจารย์จารุวณฺโณ ภิกฺขุ (พระอาจารย์ต้น)
ณ พุทธอุทยานดอยเวียงเกี๋ยงวนา ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น