อุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕ ตอน ๕ จบ


อุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕ ตอน ๕ จบ

สังขารขันธ์,วิญญาณขันธ์

พระองค์ก็ตรัสถึงสังขารขันธ์ว่า “สงฺขารูปาทานกฺขนฺโธ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือสังขาร”

สังขารขันธ์ แปลว่า การปรุงแต่ง เครื่องปรุงแต่ง สิ่งปรุงแต่ง ไม่ได้ปรุงแต่งทางกายนะ ปรุงแต่งทางใจ ปรุงแต่งทางใจเรียกว่าสังขารขันธ์

อะไรล่ะเป็นเครื่องปรุงแต่งทางใจ? ความคิด

ความคิดทั้งหมดเป็นสังขารขันธ์ คือเป็นเครื่องปรุงแต่ง พูดง่ายๆ คือเราจะต้องคิด กายอันอาศัยเวทนา และสัญญาอยู่นี้ มันจะต้องคิด ทำไมมันจะต้องคิด? ก็เป็นธรรมชาติที่มันจะต้องคิด มันเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่สังขารขันธ์เป็นของประกอบกันขึ้นมา และแน่นอนว่า ความคิดของสังขารขันธ์นี้ จะคิดหนีไปจากกายไม่ได้เลย คิดหนีไปจากเวทนาไม่ได้เลย คิดหนีไปจากสัญญาคือการจำ ไม่ได้เลย

จริงๆนะ จะคิดไปที่ไหนก็ตามก็คือไปถูกรูปขันธ์ ผู้ชายจะคิดไปไหนก็ไปถูกรูปขันธ์ ผู้หญิงจะคิดไปที่ไหนก็ตามก็ไปถูก   รูปขันธ์ จะคิดมากไปกว่านั้นก็ไปถูกเวทนาขันธ์ มากไปกว่านั้นก็ไปถูกเรื่องที่จำ คิดในเรื่องที่จำไว้ ไม่เกินนั่น...ความคิด หรือไปคิดในความรู้สึกคือตัวรับรู้น่ะ ตัววิญญาณขันธ์ตัวรับรู้ คิดไม่เกินนี่ แม้ความคิดก็คิดไม่เกินเรื่องของขันธ์

ทำไมจะต้องคิดอยู่ในขอบเขตของขันธ์? เพราะมันเป็นอุปาทาน(การยึด)ของขันธ์ที่จะต้องสืบต่อขันธ์เอง มันจึงคิดในเรื่องของขันธ์ เพราะการคิดในเรื่องของขันธ์จึงทำให้เกิดการสืบต่อขันธ์อย่างนี้ไป จนไม่ถึงเวลาจบสิ้น หาที่สิ้นสุดไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าทรงทราบเงื่อนต่อ และเงื่อนดับ จุดต่อพระองค์ก็รู้ จุดดับไม่ให้สืบ-ต่อก็รู้ พระองค์จึงอธิบายวิธีแก้ คือให้เรามารู้จักสังขารขันธ์ว่า มันเป็นธรรมชาติที่คิด

เมื่อรู้จักสังขารขันธ์ว่าเป็นธรรมชาติที่คิด มันคิดไปในกาย แน่นอน เมื่อมันคิดไปในกาย ก็ควรคิดไปในกายในด้านกายคตา-สติ (กา-ยะ-คะ-ตา-สะ-ติ) คือ...

คิดให้รู้จักกายโดยความเป็นธาตุ

คิดในเวทนาโดยความเป็นลักษณะที่มันต้องแสดงอาการ

คิดในลักษณะของสัญญาว่าเป็นเพียงแค่การจำ

ให้มันคิดอยู่อย่างนี้ ไหนๆก็ต้อง(คิด)ไปในกาย (รูป) เวทนา อยู่แล้ว ไปในสัญญาก็ต้องคิดอยู่แล้ว แต่ให้คิดอยู่ในวงของหลักธรรม หลักความจริง ก็ให้มันคิด แล้วสร้างพื้นฐานของการคิด คิดสิ่งใดย่อมเกิดความเห็นในสิ่งนั้น เมื่อเกิดความเห็นในสิ่งใดย่อมรู้ในสิ่งนั้น แสดงว่า เราจะรู้หรือไม่รู้อยู่ที่ความเห็น เราจะเห็นหรือไม่เห็นอยู่ที่ความคิด

ถามว่า ทำไมไม่เห็นธรรมสักที? แสดงว่าพื้นฐานทางความคิดยังไม่ดี หากเราคิดได้ตรง คือคิดในเรื่องของกายตรง เราก็ไม่เร่าร้อนทะเยอทะยานในกาย ทั้งกายตนและกายอื่น คิดให้ตรงในเรื่องของเวทนา ย่อมไม่เดือดร้อนเมื่อเวทนามันมี คิดให้ตรงในเรื่องของสัญญาการจำ เราก็ไม่เดือดร้อนเรื่องของสัญญา ก็รู้เลยว่าเป็นความจำ ไม่ใช่ความจริง เป็นแค่การจำเท่านั้นเอง ความจริงมันล่วงไป มันดับไป มันละไป มันเกิดจริงมันดับจริง แต่ตอนดับทำไมไม่ยอมรับ จะมายอมรับแต่การเกิดความมีอยู่ของมัน     การดับก็ต้องยอมรับว่ามันไม่มีอยู่จริงหรอก อันนั้นเป็นเรื่องแค่  จำมาเท่านั้นเอง จำเอาเองขึ้นมาเท่านั้นเอง


คิดให้มันถูกอย่างนี้ คิดพลิกแพลงให้ใจเราดีได้อย่างนี้ เมื่อคิดได้อย่างนี้ ตรงตามความเป็นจริงแล้ว จิตของเราก็ย่อม   ไม่กระสับกระส่าย จิตย่อมไม่เดือดร้อน ไม่เร่าร้อน จิตย่อมมี ความมั่นคง ความมั่นคงย่อมนำมาซึ่งความสงบระงับ ความสงบ-ระงับย่อมนำมาซึ่งปีติ ปีติย่อมนำมาซึ่งความสุข ความสุขย่อมนำมาซึ่งสมาธิ สมาธิย่อมนำมาซึ่งอุเบกขา อุเบกขาย่อมเห็นธรรมตามความเป็นจริง

วิญญาณขันธ์

พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องของวิญญาณขันธ์การรับรู้ ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ การรับรู้เหล่านั้นทั้งหมดหนีไม่พ้นไปจากการรับรู้ขันธ์ ๕ ไม่เกินขันธ์ ๕ แน่นอน แต่มันมีความพิเศษอย่างหนึ่งที่รับรู้ในนิพพานนั้น อันนั้นนอกเหนือจากขันธ์ ๕ อยู่ เป็นความพิเศษสำหรับบุคคลเจริญอริยมรรคได้เต็มที่แล้ว ในวงของปุถุชน หรือว่าโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี ก็รับรู้อยู่ในขันธ์ ๕ แต่พระอรหันต์มีพิเศษ คือรับรู้ขันธ์ ๕ ด้วย และสิ่งที่ไม่ใช่ขันธ์ ๕ ด้วย รู้ทั้งสองภาวะ คือรู้ทั้งสิ่งที่เป็นสังขตธรรม กับอสังขตธรรม

มีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง สำหรับพระอรหันต์ที่รู้อสังขต-ธรรมแล้ว คือ เมื่อละชีวิตไป จิตย่อมดับ คือไม่มีการสืบต่อเหมือนปุถุชน พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี

อนาคามียังสืบต่ออยู่ในสุทธาวาสพรหม ๕ ชั้น เพราะว่าพระอนาคามียังไม่รู้จักตัวดับอย่างถาวร รู้ตัวดับเพียงแค่อารมณ์หน่วงนึกหน่วงเหนี่ยวทางใจเพื่อให้ทราบเป้าหมาย รู้อย่างถาวรคือรู้ตลอดอิริยาบถ ทุกขณะ ทุกเวลา ไม่ได้เลือนหายไปไหนเลย มีแต่พระอรหันต์จำพวกเดียวที่เห็นการดับอย่างนั้นตลอดเวลา เมื่อท่านดับปรินิพพานดับขันธ์ไป จิตจึงดับพร้อม เพราะตัวที่จะไปเกิดก็คือวิญญาณนำปฏิสนธิ

แต่เมื่อวิญญาณขันธ์ไปสืบต่อกับอสังขตธรรมอยู่ตลอดเวลา คำว่า สืบต่อในอสังขตธรรม คือ สืบต่อในสิ่งที่มัน    ไม่ปรุงแต่ง เมื่อวิญญาณของพระอรหันต์ดับปั๊บ ก็จะเป็นจริมกจิต (จะ-ริ-มะ-กะ-จิด) คือจิตดวงสุดท้าย ที่ถูกดับพร้อมขณะนั้นในเวลานั้นเลย ตอนที่ตายน่ะ ไม่บังเกิดในที่ไหนๆ ไม่ปรากฏในที่ไหนๆ ไม่มีอยู่ในที่ไหนๆ  

ทำไมบางคนบอกเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมา เห็นพระอริย-สาวกรุ่นก่อนๆ มาหา เห็นครูบาอาจารย์เห็นหลวงปู่มั่น หลวงตา มหาบัวปรากฏเข้ามาในนิมิต ไหนบอกว่าไม่ปรากฏในที่ไหนๆ?

โดยความเป็นกายกับใจของท่าน ไม่ปรากฏในที่ไหนๆ อีก ไม่มีอีกแล้วในระบบของขันธ์ ไม่ว่ากายหรือจิต ไม่มีในที่ไหนๆ แต่ที่ปรากฏให้มนุษย์ได้รับรู้รับทราบนั้น นั่นเป็นการปรากฏโดยพลังอำนาจทางธรรมชาติที่ไม่ใช่องค์ท่านมา ไม่ใช่พระพุทธเจ้าพระองค์เสด็จมา ไม่ใช่สาวกที่เป็นอรหันต์ พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร เสด็จมา ไม่ใช่

แล้วเป็นอะไร? นั่นคือพลังอำนาจทางธรรมชาติที่ฉายภาพให้เรารับรู้รับทราบ เพื่อเชื่อมต่อกับใจของเราที่มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติ อาจจะเป็นเพื่อผลทางการปฏิบัติทางใจให้เราเกิดกำลังใจ เพราะเราอาจจะมีครูบาอาจารย์รูปใดรูปหนึ่งเป็นบรรทัด-ฐาน เป็นแบบอย่าง ที่จะเอาทางด้านความเพียร พลังอำนาจทางธรรมชาติที่เรียกว่าพระรัตนตรัย ก็เลยต้องแสดงสิ่งตอบรับประสานทางใจให้เรารับรู้รับทราบ และเห็นอย่างนั้น บางคนก็เห็นพระพุทธเจ้า บางคนก็เห็นสาวกพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร บางคนก็เห็นหลวงปู่มั่น หลวงปู่ชา เข้ามาสู่วิถีแห่งจิตหรือว่าวิถีแห่งญาณ ก็แล้วแต่

วิญญาณขันธ์ทำการรับรู้ มันจะรับรู้ที่นอกเหนือ และหนีไปจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ได้เลย มันต้องรับรู้ในเรื่องของรูป

แน่นอน “วิญฺญาณูปาทานกฺขนฺโธ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือวิญญาณ” วิญญาณนี้มันก็ต้องรู้ในเรื่องของรูป เพื่อจะยึดมั่นในความเป็นรูปไว้ รู้รูป รู้เวทนา รู้สัญญา รู้สังขาร รู้วิญญาณ คือรู้ตัวมันเองด้วย เพื่ออะไร? เพื่อจะสืบต่อภพชาติ แต่วิญญาณขันธ์ก็ไม่ใช่กิเลส สังขารขันธ์ก็ไม่ใช่กิเลส คือในขันธ์ ๕ ทั้งหมด มันไม่ใช่กิเลสโดยตัวของมัน เพราะไม่รู้จักรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตามความเป็นจริง กิเลสจึงเกิด

แท้ที่จริงแล้ว กิเลสมาจากความเห็นผิดของเรา ไม่ได้มาจากเพราะมีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีวิญญาณ เลย รูปจะมีอยู่ยังไงก็ตาม มันก็เป็นของมีอยู่ หากว่ารูปมีอยู่แล้วกิเลสมีอยู่ พระพุทธเจ้าก็มีรูปเหมือนกัน ในขณะที่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ ทำไมพระองค์ดับกิเลสได้ พระโมคคัลลานะพระสารีบุตรก็มีรูปร่างกายเหมือนกัน มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ ทำไมท่านจึงละอาสวะกิเลสได้ แสดงว่าอาสวะกิเลส ไม่ได้อยู่ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่อาสวะกิเลสมันอยู่ใน ความเห็นผิดที่หมักดองสันดานเราอยู่

เพราะเราเข้าใจผิด ไม่ได้เห็นตรงตามความเป็นจริง เราจึงต้องมาอาศัยคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อคลี่คลาย และแก้จุดผิดอันนั้น ให้มันกระจ่างแจ้งออกมาในใจ ใครจะทำได้หรือไม่ได้อยู่ที่ความเพียรของเรา ธรรมะเป็นของปัจจัตตังที่ต้องรู้ได้เฉพาะตน รู้ในตน เข้าใจในตน ละก็ละในตน ไม่ได้ไปละที่ไหนเลย ไปละผิดที่ ก็ไม่ถูกที่ละ ก็ไม่สำเร็จผลที่จะละ แล้วก็ไม่สามารถที่จะละได้ ละถูกที่ มันก็ได้ผลในการละ ก็จะเห็นผลในการละ ก็จะทราบผลในการละ แล้วก็รู้ในตนเองว่าตนละจริงๆ ไม่ใช่แค่รู้นะ... ละ สิ่งที่พระองค์ทรงสอนทั้งหมดไม่ได้เพื่อให้รู้ แต่เพื่อให้ละ

แล้วทำไมบอกว่า การที่จะทำลายอวิชชาได้ ต้องรู้ก่อน?

ใช่ รู้ก่อน แต่ความรู้นั้นต้องรู้จนเกิดการละ ไม่ใช่รู้แล้วจะทำลายอวิชชาได้เลย แม้เราฟัง(อ่าน) ขณะนี้ เวลานี้ รู้แล้วแหละ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถามหน่อย ละกิเลสได้หรือยัง? ยัง แต่รู้ไหม? รู้

ทำไมกิเลสไม่ถูกละ? เพราะความรู้ยังไม่สามารถทำลายอวิชชาได้ มันจะต้องรู้จนสามารถทำลายอวิชชาได้นั่นแหละ แล้วจึงเกิดการละ เอาจุดละนั้นแหละเป็นพยาน และเป็นเครื่องยืนยันในตนว่า ละ

จริงๆ คำว่า ละ ต้องเห็นการละนะ เหมือนกับเห็นว่า เราถูกตัดแขนออกไปจากลำตัวจริงๆ เห็นชัดอย่างนั้น ไม่ใช่เห็นมันเงียบไปเฉยๆ มันเบาบางไป มันสงบไป เพราะความสงบจึงเป็นเครื่องทำให้จิตใจปลอดโปร่ง ก็เข้าใจว่ากิเลสมันหายไปแล้ว เราละกิเลสได้ อันนั้นไม่ใช่ ละคือเห็นการละจะๆ ต่อหน้าต่อตา ไม่ใช่เงียบๆหายๆไปเฉยๆ หรือสงบไปเฉยๆ ปลอดโปร่งไปเฉยๆ อย่างนั้นไม่ใช่

ละคือละ เห็นคือเห็น ละไม่เกี่ยวกับสงบหรือไม่สงบ ละ   ไม่เกี่ยวกับสุขหรือทุกข์ ละไม่เกี่ยวกับว่ามีสมาธิหรือไม่มีสมาธิ ละคือละ มันจะทราบว่า ละนั้นคืออย่างเด็ดขาดและถาวร ไม่มามีอีก ไม่เกิดการสืบต่ออีกเป็นอนันตกาล เป็นของปัจจัตตัง จะบอกใครให้ทราบเขาก็ไม่ทราบ ได้แค่บอก แต่...เมื่อบอก เขาก็ไม่ได้ทราบตามที่เราบอก อาจจะไปเข้าใจความหมายในด้านอื่นอีกที่ผิดเพี้ยนจากเราบอก มันเลยเป็นของพูดได้ยาก แต่จะแสดงเหตุ ภาวะ และปัจจัย ในหลักของขันธ์นี้ ให้ฟังได้ จากการที่ได้ปฏิบัติ

สิ่งเหล่านี้เกิดจากการปฏิบัติล้วนๆ ไม่ได้เกิดจากความคิดเอา ด้นเอา เดาเอา แต่ในขณะที่ปฏิบัตินั้นน่ะ ก็คิด ก็ด้น ก็เดาเหมือนกันนะ แต่ด้นเดาโดยมีพื้นฐานแห่งความจริง ไม่ใช่ด้นเดามั่ว มีพื้นฐานความจริงคือหลักคำสอนเทียบเคียงอยู่ในใจตลอดเวลา เพราะฉะนั้นสิ่งที่รู้ที่เห็นไม่ใช่ความรู้ความเห็นที่ผิดเพี้ยน แล้วก็ยืนยันว่าเป็นความรู้ความเห็นที่ถูกต้องตามหลัก ที่เป็นคำสอนจริงๆ พระพุทธเจ้าทรงสอนมาอย่างไร ก็ได้รู้เห็นอย่างนั้น ตรงตามคำสอน จึงสามารถนำมาพูดมาบอกมาอธิบายให้พวกเราได้เข้าใจ แต่เมื่ออธิบายแล้ว ความเข้าใจเป็นเรื่องของเรา ไม่ใช่เรื่องของผู้เทศน์

ธรรมะเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว คือสฺวากขาต-ธรรม เราอย่าประมาทในชีวิต เกิดมานี้พบพระพุทธศาสนาแล้วอย่าให้ขณะ เวลา ที่ได้เจอพระพุทธศาสนานี้ล่วงเลยไปเปล่าๆ อย่าให้เสียเวล่ำเวลาที่ได้มาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาในภพชาตินี้ จงอาศัยเอาโชควาสนาที่เราได้ปฏิบัติ แล้วเราเจอคำสอน พากเพียรให้ตนเองไปถึงที่จุดหมายให้จงได้

อธิบายธรรมมา ก็พอสมควรแก่เวลา

สา...ธุ




 

พระอาจารย์ทวีวัฒน์ บุญยืน ได้แสดงธรรมไว้เมื่อ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 เวลา 19.40 น.

ถอดเนื้อความแล้วเสร็จ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 เวลา 10.07 น.

โดย มหาหินท์

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม