หลักการภาวนา



#หลักการภาวนา 


โดยพระอาจารย์ต้น ( จารุวณฺโณภิกขุ)

กราบมนัสการ พระอาจารย์

สติปัฏฐาน โดยพระอาจารย์มีแนวทางให้พิจารณาข้อธรรมอย่างไรบ้างเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ?

--------------------

        แนวทางการพิจารณาสติปัฏฐาน ที่พึงทำความเข้าใจให้ยิ่งๆขึ้นไป ควรพิจารณาด้วยความคิดที่ถี่ถ้วน โดยการพิจารณา จะต้องกระทำให้ติดต่อเนื่อง และจริงจังอยู่เสมอ 

การพิจารณามิใช่พิจารณาเพื่อแค่ให้รู้ แต่เพื่อให้เกิดสติ หากพิจารณาแล้วไม่เกิดสติ 

ก็ถือว่าผิดแนวทางการเจริญสติปัฎฐาน ว่าโดยหลักแล้ว การเจริญสติปัฏฐาน ถูกกำหนดให้พิจารณาอยู่ ฐาน คือ กาย เวทนา จิต และก็ธรรม

        ฐานที่ คือ กาย แน่นอนที่สุดว่า เราทุกคนมีร่างกายเป็นของตนเอง แต่เราไม่มีสติเป็นไปในกายของเรา เราจึงเข้าใจร่างกายของเราผิดมาโดยตลอด ความเห็นผิดของเราก็คือ เห็นว่า "กายเป็นเรา เราเป็นกาย กายกับเราเป็นอันเดียวกัน" 

เมื่อเรามีความเห็นผิดอยู่ เราก็ขาดสติตลอดเวลาที่เราดำเนินชีวิตอยู่ เรียกว่า "มีชีวิตอยู่ด้วยความขาดสติ" ฐานแห่งกายนี้ได้ถูกกำหนดให้พิจารณา "กายในกาย" เพื่อถอนความเห็นผิดว่า ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หากพิจารณารู้ชัดเห็นชัดกายในกายได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละ สติจึงจะเกิดขึ้น เราทุกคนล้วนยึดถือร่างกายของตน เพราะเข้าใจว่า 

นี่คือตัวตนของเรา หากว่าร่างกายนี้เป็นตัวตนของเรา แล้วเวลาร่างกายตายลงในขณะนี้ล่ะ ก็เท่ากับตัวตนของเราตายลงไปด้วยสิ หากร่างกายตาย แล้วตัวตนของตายไปด้วย ก็คงจะไม่มีพระพุทธเจ้ามาสอนธรรมะในโลกนี้หรอก เพราะเมื่อตัวตนตายไปแล้ว ทุกข์ก็ดับไปด้วย ก็เป็นอันจบกัน แต่ปรากฏว่าตัวตนไม่ได้ตายไปพร้อมกับร่างกายเลย



                "ตัวตน" นี้ ถูกสร้างขึ้นมาจาก อุปาทาน คือความยึดมั่นในกายว่า กายเป็นเรา เราเป็นกาย เรากับร่างกายเป็นอันเดียวกัน หากเราเห็นกายถูกต้องตามความเป็นจริงแล้ว อุปาทานในกายก็จะถูกละ ตัวตนก็จะดับไป 

         การพิจารณากายในกายนี้ ก็เพื่อถ่ายถอนความเห็นผิดในกายว่า "กายไม่ใช่ตัวตนของเรา" ความจริงแล้ว กายเป็นตัวตนจริงอยู่ แต่ "ในกาย" ไม่มีอะไรเป็นตัวตนของเราเลย กายเป็นตัวตนที่ประกอบมาจาก ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ด้วยอำนาจบุญและบาป กายจึงเป็นตัวตนของดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งเป็นธาตุตามธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว  สุดท้ายกายนี้ก็จะกลับไปสู่ดิน น้ำ ไฟ ลม ตามเดิม

        เราทุกคนเคยเป็นเด็ก มีตัวตนแบบเด็กๆ แล้วความเป็นเด็กก็ตายจากเราไป เปลี่ยนเป็นคนหนุ่ม-สาว เราก็มีตัวตนแบบคนหนุ่ม-สาว ความเป็นหนุ่มสาวตายจากไป ก็เปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่ มีตัวตนแบบผู้ใหญ่ แล้วตอนนี้เราก็อยู่ในวัยชรา มีตัวตนแบบคนชรา และอีกไม่นานเราทุกคนก็จะละชีวิตจากโลกนี้ไป ไปมีตัวตนใหม่อีกในโลกหน้า 

ร่างกายเราแม้จะตาย แต่ตัวตนเราไม่ได้ตายไปพร้อมกับร่างกาย เพราะเราเห็นร่างกายผิดมาโดยตลอด เข้าใจร่างกายว่าเป็นตัวตนของเราอยู่ตลอด เราจึงขาดสติอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นพึงทราบว่า กายมีอยู่จริง แต่ตัวตนของเราไม่มีอยู่จริง


        

        ฐานที่ คือ เวทนา เป็นความจริงที่ว่า เมื่อกายมีอยู่ เวทนา(สุข ทุกข์ เฉยๆ) อันอาศัยกายเกิดขึ้นก็มีขึ้น หากเรายึดกาย เวทนาก็ถูกยึดไปพร้อมกัน ตัวตนอันอาศัยเวทนาก็จะเกิดขึ้น หากเห็นกายชัดตามความเป็นจริง ก็จะเห็นเวทนาตามความเป็นจริงด้วย 

การพิจารณาเวทนาได้ถูกกำหนดไว้ว่า ให้พิจารณาเวทนาในเวทนาว่า มิใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา โดยพิจารณาสืบเนื่องมาแต่กาย ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งเวทนา ให้รู้ชัดว่าเวทนามีอยู่ แต่ในเวทนาไม่มีตัวตนใดๆอยู่ กายเกิดเวทนาก็เกิด กายดับเวทนาก็ดับ เมื่อร่างกายสิ้นลม ก็ปราศจากความรู้สึกใดๆ 

        เพราะฉะนั้น การมีสติในเวทนานั้น พึงกำหนดทราบชัดความเกิดขึ้นของเวทนาในขณะนั้นๆ แล้วให้เห็นแต่เพียงเวทนาเท่านั้นที่ดับไป อย่าบังคับเวทนาให้เป็นไปตามใจอยากของตน อย่าปฏิเสธเวทนาที่เกิดขึ้น ให้เข้าใจเวทนาตามภาวะที่มันเกิดดับเองเพียงเท่านี้ก็พอ


        


        ฐานที่ คือ จิต เราทุกคนมีจิตเป็นตัวรับอารมณ์ภายใน และเมื่อรับอารมณ์แล้ว ก็คิดกระทำตอบต่ออารมณ์ โดยมีกายเป็นเครื่องมือในการกระทำการตอบสนองออกไป หากปราศจากจิต ก็ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ภายในใดๆได้เลย และก็จะไม่สามารถกระทำตอบต่อสิ่งใดๆได้เลย

        หน้าที่ของจิตจึงมีเพียงเพื่อรับอารมณ์ และคิดกระทำการตอบสนองอารมณ์เท่านั้น การพิจารณาจิตได้ถูกกำหนดไว้ว่า ให้พิจารณาจิตในจิตว่า มิใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา อย่างที่บอกว่า จิตเป็นตัวรับอารมณ์อยู่ภายใน เมื่อเรามองเข้าไปในจิต เราจึงไม่ค่อยจะเห็นจิตกันสักเท่าไหร่ ส่วนมากจะเห็นแต่อารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ 


        

        สติที่จะเห็นจิตในจิตนี้ ต้องอาศัยการดูอารมณ์เป็นหลัก เพราะเมื่อเห็นอารมณ์ ก็เท่ากับเห็นจิต เพียงแต่จิตในขณะนั้นไม่ใช่ปกติจิต เป็นจิตที่ผสมกับอารมณ์แล้ว การพิจารณาจิตนั้นพึงพิจารณาให้ทราบความสืบเนื่องมาแต่เวทนา 

.....เราทุกคนล้วนแล้วแต่เคยได้รับเวทนากันมาแล้วทั้งนั้น เมื่อเกิดเวทนาขึ้น จิตย่อมได้รับอารมณ์จากเวทนาที่เกิดขึ้นมานั้น เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เฉยๆบ้าง ดีใจบ้าง เสียใจบ้าง พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง หงุดหงิดบ้าง สบายใจบ้าง โกรธบ้าง รักบ้าง โมโหบ้าง เมตตาบ้าง แค้นเคืองบ้าง อภัยบ้าง ฯลฯ  อารมณ์เหล่านี้เป็นผลมาจากเวทนา 

        การพิจารณาจิตในจิตนั้นพึงทราบให้ชัดว่า จิตเป็นผู้รับอารมณ์(ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของจิตอยู่แล้ว) แต่ในจิต "ไม่มีตัวตน" 

ของผู้ใดที่กำลังรับอารมณ์อยู่  หากเราขาดสติ เราก็จะเข้าใจว่า  เราเป็นผู้รับอารมณ์ ซึ่งเป็นการสร้างตัวตนในจิตให้เกิดขึ้น หากไม่มีเวทนาเกิดขึ้น จิตก็จะนิ่งเฉยเป็นปกติจิต แต่พอเวทนาเกิดขึ้น จิตก็รับอารมณ์ของเวทนาที่เกิดขึ้นนั้น เหมือนดั่งดวงตา เป็นเครื่องรับวัตถุรูป เพราะความมีอยู่แห่งวัตถุรูป สายตาจึงรับทราบการมองเห็นวัตถุชนิดนั้นๆได้ หากไม่มีวัตถุรูปใดๆอยู่ในโลกนี้ สายตามก็มองเห็นแต่เพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

        การมีสติกำกับจิตเมื่อจิตรับทราบอารมณ์ที่สืบเนื่องมาจากเวทนา จะทำให้เห็นอารมณ์เกิดขึ้น เห็นอารมณ์ดับลงไปได้ เมื่อเห็นอารมณ์เกิดดับได้ ก็เท่ากับเห็นจิตเกิดดับได้ การเห็นจิตเกิดดับได้ เป็นผลทำให้เราทราบว่า จิตไม่ใช่ตัวตนของเรา เป็นเพียงผู้รับอารมณ์เท่านั้น

        ฐานที่ คือ ธรรม ในขณะที่จิตรับอารมณ์อยู่นั้น เรามักจะปรุงแต่งจิตเป็นธรรม ประการคือ กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพพยากตธรรม การพิจารณาธรรมถูกกำหนดให้พิจารณาว่า เห็นธรรมในธรรมว่า มิใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา 


        

        การพิจารณาพึงพิจารณาให้ทราบชัดว่า ธรรม ประการที่เกิดขึ้นจากจิตที่รับอารมณ์นั้น เป็นการปรุงแต่งที่เป็นกุศลธรรมบ้าง เป็นอกุศลธรรมบ้าง เป็นกลางๆบ้าง แต่ในธรรมทั้ง ประการนั้น ไม่มีตัวตนของเราอยู่ในนั้น มีแต่เพียงการปรุงแต่งในธรรมเท่านั้น  เมื่อทราบชัดว่าเราไม่มีตัวตนใดๆในธรรมทั้ง ประการ ธรรมทั้ง ประการที่เกิดขึ้น ย่อมไม่ถูกยึดถือไว้ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปตามอารมณ์ของจิต เมื่อทราบชัดดังนี้แล้ว ย่อมปล่อยวางอุปาทานทั้งมวล ที่เคยยึดถือว่า กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน เป็นเรา เป็นเขาได้ จิตก็จะเป็นอิสระจากความยึดมั่นถือมั่น 

        เมื่อจิตเป็นอิสระแล้ว ย่อมเกิดปัญญาญาณขึ้นมาว่า กายก็สักแต่ว่ากาย เวทนาก็สักแต่ว่าเวทนา จิตก็สักแต่ว่าจิต ธรรมก็สักแต่ว่าธรรม กายมีไว้เพื่อกระทำ เวทนามีไว้เพื่อแสดงอาการ จิตมีไว้เพื่อรับรู้ ธรรมมีไว้เพื่อให้ทราบการปรุงแต่งของจิต สติปัฏฐานทั้ง ย่อมสืบเนื่องกันตลอดสาย จะแยกเป็นอันใดอันใดอันหนึ่งจากกันไม่ได้ 


        ผู้ปฏิบัติได้อย่างนี้ จึงได้ชื่อว่า เป็นผู้ดำเนินชีวิตด้วยความมีสติ

        พระอาจารย์ทวีวัฒน์ บุญยืน จารุวณฺโณ ภิกฺขุ


เครดิตเนื้อหาจากอาจารย์จันทา ทองน้อย

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม