อุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕ ตอน ๔
อุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕ ตอน ๔
สัญญาขันธ์
จากนั้น พระองค์ก็ตรัสเรื่องของสัญญาขันธ์ คือ การจำ ความจำของเรา เป็นเครื่องกำหนดหมายชีวิตของเราทั้งหมด เราจะรู้จักสิ่งใดเป็นสิ่งใด ก็อาศัยความทรงจำอันที่เรามีอยู่ ความทรงจำหรือว่าตัวสัญญาขันธ์ตัวนี้ มันเป็นความทรงจำหรือเป็นตัวสัญญาขันธ์ ที่ทำงานอยู่ภายในตัวจิตล้วนๆ สภาพการจำทั้งหมดไม่ใช่สมองเป็นผู้จำ การจำนั้นล้วนถูกเก็บสั่งสมไว้ในที่ภวังค์หรือว่าตัวจิต มันเป็นระบบข้อมูล
หากจะเปรียบด้านวัตถุ เขาก็เรียกว่าเมมโมรี่ (MEMORY) ตัวจำ ความทรงจำ หากเราเอาเมมโมรี่มาพิจารณาดูว่าอะไรเป็นผู้จำ จริงๆแล้วเมมโมรี่ไม่ได้เป็นผู้จำนะ มันเพียงแค่เก็บข้อมูลไว้ อะไรที่เป็นข้อมูลเข้าไปถึงตัวมันๆจะเก็บไว้ รับไว้
เมมโมรี่ คือความจำทางด้านรูปธรรมมันมีวันเต็ม แต่เมมโมรี่อันเป็นตัวนามธรรม คือตัวสัญญาการจำอันเป็นนามนี้ ไม่มีวันเต็ม ถ้าไม่มีวันเต็ม ก็คือมันเก็บและสั่งสมเรื่องราวนั้นๆไว้ตลอดเวลาได้
ทีนี้เราก็จะสงสัยว่า ถ้ามันไม่มีวันเต็ม และมันจะต้องเก็บไว้ตลอด ทำไมเรื่องบางเรื่องเราไม่สามารถจำได้ เป็นเพราะอะไร? เป็นเพราะว่าเราขาดสติ
แท้ที่จริงแล้ว สัญญาขันธ์ทำการจำทุกเรื่องไว้ทั้งหมดได้ และเพราะมันจำได้หมดทุกเรื่องนั่นแหละ เรื่องเก่าเก็บไว้ เรื่องใหม่รับเข้ามาก็เก็บไว้อีก กลายเป็นเรื่องเก่าเก็บไว้ เรื่องใหม่รับเข้ามากลบทับเรื่องซ้ำๆซากๆอยู่อย่างนี้ ทับถมกันมา
สิ่งที่มันทับถมกันอยู่ตลอดนี้ หากเราไม่อาศัยสติที่ดี อาศัยสติที่มั่นคง เราย่อมลืม หลง เผอเรอได้ แม้จะมีความทรงจำเป็นตัวทำงานอยู่ ก็พลาดพลั้งได้ เพราะเราไม่มีสติ บางทีต้องอาศัยสติเป็นตัวทำงานช่วยในตัวเราอยู่
สัญญาขันธ์ (ทำการ)จำ กำหนด หมาย ในรูปร่างกายไว้ว่า นี้คือรูปร่างกาย จำ กำหนด หมาย ในเวทนาว่า นี้เป็นเวทนา มันทำการจำ และกำหนด หมายไว้
สัญญาขันธ์ คือการจำนี้ ไม่ใช่กิเลส เพราะสัญญาขันธ์นี้ไม่ใช่กิเลส พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ให้ไปแก้ไขที่สัญญาขันธ์ ไปแก้ไม่ได้นะ แล้วทำยังไง? พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า รู้จักสัญญาขันธ์ตามความเป็นจริงว่า มันเป็นเพียงแค่ความจำ
มันจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง แต่เมื่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นมันล่วงไป ละไป ดับไป เรื่องนั้นก็หมดความเป็นจริงในความเป็นตัวของมันไปแล้ว การที่สัญญาขันธ์ได้จำเรื่องที่จริงอันนั้นไว้ ซึ่งเป็นการจำไว้โดยลักษณะที่มันไม่จริง คือความจริงมันล่วงไป มันละไป มันดับไป นี่ ความเป็นจริงมันไม่มีแล้ว แต่ไม่ได้ไปจำเรื่องที่เกิดขึ้นจริงนั้นไว้ แสดงว่าเรื่องนั้นแม้มันเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อได้ไปจำไว้ ไม่ใช่เรื่องจริงแล้ว เป็นเรื่องจำ
แต่ถ้าเรื่องจำที่เราไม่มีความเข้าใจ เราไม่ได้ศึกษา ไม่ได้เรียนรู้ให้ถ่องแท้ ความจำก็สามารถลวงให้เราเข้าใจเป็นจริง แล้วหลงติด แล้วก็เป็นทุกข์กับความจำเมื่อมันผุดปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง หากเป็นความจำที่ดีก็ทุกข์น้อยหน่อย หรืออาจจะไม่เห็นทุกข์ในขณะที่มันบังเกิดขึ้น หากเป็นความจำที่ไม่ดี ก็รบกวนจิตใจตัวเองซะวุ่นวาย แล้วทำให้จิตใจฟุ้งซ่านปรุงแต่งต่อ จนไปหาที่จบที่สิ้นไม่ได้
นี่แหละ...เพราะเราไม่เข้าใจ ไม่รู้จักสัญญาขันธ์คือการจำ เราจะจำ และกำหนด หมาย ไว้อย่างแนบแน่นในตัวเราว่า นี่ตัวเรา นี่แหละตัวตนของเรา นี่แหละเรา เราจำ และกำหนด หมาย อย่างนั้น จับส่วนหัวก็เรา จับเท้าก็เรา ไม่ได้บอกว่าเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ได้บอกเพราะไม่ได้จำเรื่องนั้น ไปจำแต่ว่าร่างกายทั้งหมดเป็นเรา แนบแน่นมาก
ความรู้สึกนี้หรือว่าการจำนี้ ลวงให้เราเข้าใจ(ผิด)ตลอดว่า เป็นเรา ทั้งๆที่ร่างกายมันไม่ได้เคยแสดงสภาพ ความเป็นเรา ให้เราได้รู้เลย มันไม่ได้แสดงว่าเรากับกายเป็นอันเดียวกัน ร่างกายมันไม่ได้บอกว่าจิตกับกายเป็นอันเดียวกัน มันไม่ได้บอก หรือว่าตัวเรากับกายเป็นอันเดียวกันนี่ ร่างกายไม่เคยพูดไม่เคยแสดง
ร่างกาย มีแต่แสดงความจริงออกมาว่า มันต้องแก่ เจ็บ แล้วก็ตาย ไปจากเรา แต่เราต่างหากไม่ยอมวางกาย ไม่อยากจะตาย แสดงว่าเราเป็นอีกผู้หนึ่ง กายเป็นอีกผู้หนึ่ง อยู่แล้วโดยหลักธรรมชาติ เนื่องเพราะสัญญาขันธ์นี้มันทำการจำแบบแนบแน่น แล้วก็แนบความรู้สึกเราไว้กับตัวเรามาเป็นระยะเวลาอันยาวนานในวัฏฏสงสารการเวียนว่ายตายเกิด แต่จิตใจของเราไม่ได้รับรู้ ไม่ได้รับทราบ ไม่ได้ถ่ายถอนความเห็นผิดในเรื่องของขันธ์ ๕ แม้จะได้ยินได้ฟังคำสอน ก็ไม่ได้นำมาโน้ม มาฝึกหัดขัดเกลาจิตใจตนเองให้เป็นความเห็นที่ตรงไปตรงมาได้ ตามความเป็นจริง อุปาทานของเวทนาแม้มีอยู่
“สญฺญูปาทานกฺขนฺโธ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึด-มั่นของสัญญา” คือ สัญญามันก็ทำการจำอยู่แล้วว่า นี่เป็นร่างกาย แต่มันไม่ได้บอกว่านี่เป็นเรา ไอ้ที่บอกว่าร่างกายเป็นเรา นี้ เราไปจำเอาเอง เราไปจำ เราไปถือเอาสัญญาขันธ์อันที่มันจำร่างกายไว้เองต่างหากว่า เป็นตนเอง แต่สัญญาขันธ์มันจำไว้ว่า นี้เป็นร่างกายเท่านั้นเอง เนื่องเพราะเรายึดกายเราเลยได้เวทนามาพร้อม และเมื่อเราได้เวทนามาพร้อม สัญญาอันทำการจำในกายว่า นี้เป็นร่างกาย เราผู้ไม่ฉลาด และไม่เข้าใจ ยึดในสัญญาขันธ์ขึ้น เวลาสัญญาขันธ์จำร่างกายว่าเป็นตน เราก็เข้าใจว่าเป็นเราไปด้วย สัญญา(ขันธ์)มันลวง
หากบุคคลทำความเข้าใจทางด้านสัญญาขันธ์อย่างถ่องแท้ และชัดเจน แล้วเห็นตามความเป็นจริง ด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยญาณ ด้วยการพิจารณาอย่างถ่องแท้ และแม่นยำ ไม่ผิดเพี้ยน ตรงไปตรงมากับหลักคำสั่งสอน ก็จะทราบว่า มันเป็นเรื่องของ การจำ ไม่ใช่เรื่องของความจริง มันก็แค่เรื่องที่จำไว้ เพราะถ้าเป็นความจริงจริงๆแล้ว ร่างกายของเราเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ขณะวินาทีหนึ่ง คือเข็มนาฬิกาเข็มวินาทีมันกระดิกครั้งหนึ่ง ร่างกายเกิดดับไปแล้วสิบล้านครั้ง
แสดงว่า...แน่นอน ร่างกายมีอยู่จริง มีอยู่ตอนที่มันปรากฏ เมื่อมันดับไปก็ไม่ปรากฏว่ามีอยู่ แต่สัญญาได้ทำการจำไว้ว่ามี เป็นเรา เป็นตน ขึ้น นั่นเป็นการจำของทางสัญญาขันธ์ที่มันต้องทำหน้าที่ เพราะสัญญาขันธ์มันมีเพื่อทำหน้าที่ในการจำ อย่างนี้ แต่มันไม่ใช่กิเลส (เกิด)กิเลสเพราะเราไม่รู้ และ ไม่เข้าใจ อวิชชานี่คือความไม่รู้นี่เอง ไม่รู้ในสัญญาขันธ์ มันก็เลยเกิดกิเลส เกิดความอยาก เกิดความปรารถนา เกิดความต้องการ เราจึงโง่งมงายอยู่กับการวิ่งไปตามอาการแห่งกาย เวทนา และการจำ ของเราเอง
เมื่อเราเข้าใจว่าสัญญาขันธ์เป็นเพียงแค่ลักษณะของการจำเท่านั้น ไม่ใช่ความจริง และสัญญาขันธ์ไม่ใช่กิเลส เราจึงไม่ต้องไปทำอะไรกับสัญญาขันธ์ เป็นเพียงแต่กำหนดรู้ไว้ว่า นี่คือสัญญาขันธ์ของเรา นี่คือการจำของเรา เท่านั้นเอง เมื่อเรากำหนดรู้ไว้อย่างนั้นแล้ว จิตย่อมไม่กระสับกระส่าย เมื่อกายกระสับกระส่ายจิตก็ไม่กระสับกระส่าย เมื่อเวทนาแปรปรวน จิตก็ไม่แปรปรวน เมื่อจิตไม่แปรปรวนจิตย่อมได้รับความสงบ ความสงบย่อมนำมาซึ่งความเป็นปีติ ปีติย่อมนำมาซึ่งความสงบระงับ ความสงบระงับย่อมนำมาซึ่งความสุข สุขย่อมนำมาซึ่งสมาธิ สมาธิย่อมนำมาซึ่งอุเบกขา อุเบกขาย่อมนำมาซึ่งการรู้ธรรมตามความเป็นจริง อย่างนี้ ก็จะทราบได้ในหลักแห่งปัญญาในอริยมรรค
อุปาทานขันธ์ ๕ สัญญาขันธ์ก็ยึดกันไป แต่เราไม่มีอุปาทานในอุปาทานของสัญญาขันธ์นั้น เป็นคนละอย่าง หากมองไม่ดีจะเห็นเป็นอันเดียวกัน
เท่าที่อธิบายแต่ละขั้นแต่ละตอนแต่ละจุดมา เป็นเรื่องของความเห็นทั้งนั้นนะ
เรื่องของทิฏฐิคือความเห็นที่ถูกต้อง หากมีความเห็นถูกก็ถูก หากมีความเห็นผิดก็ผิดอีก ผิดจนกลายเป็นความยึดมั่นถือมั่นไปตลอดกาลนาน หากมีความเห็นถูก ก็ถูกจนกลายเป็นการปล่อยวางตลอดกาลนานเหมือนกัน
ติดตามตอน ๕ เร็ว ๆ นี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น