ปรมาณูแห่งจิต

“ธรรมารมณ์” ที่ดี จิตก็จะเก็บสะสม “พลังดี” นี้ไว้ จนเกิดการ “รวมดวง” เป็นรัศมีสว่างเจิดจ้าอันทรงพลังอยู่ภายใน
พลังที่ดีนี้ พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า “กุศล”
ได้แก่พลังของ ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา
ในทางตรงกันข้าม หาก “ธรรมารมณ์” ที่ไม่ดีผ่านเข้ามาในจิต พลังที่ไม่ดีก็จะถูกเก็บสะสม จนกลายเป็น “พลังชั่วร้าย” เช่น พลังของ ราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งพระพุทธองค์มักจะเรียกว่า เพลิงราคะ เพลิงโทสะ เพลิงโมหะ
“จิต” เป็นที่เก็บกักอารมณ์ทั้งดีและไม่ดี
โดยอาศัยธรรมารมณ์ทีผ่านเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ธรรมารมณ์จึงเป็น “ปรมาณู*แห่งจิต” ที่ไหลเข้ารวมกันเป็นพลังงานสะสมไว้ในจิต
เมื่อปราศจากธรรมารมณ์เสียแล้ว
ปรมาณูแห่งจิตก็สลายไป และจิตก็จะไม่มีอยู่อีกต่อไป กระบวนการสืบต่อทั้งหลายจึงสลายไปเช่นกัน
แต่โดยความเป็นจริงแล้ว “ธรรมารมณ์” เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ ตั้งอยู่ เป็นภาวะดั้งเดิมที่เรียกว่า “ฐิติภูตํ**” (อ่านว่า ถิ – ติ – พู – ตัง)
ไม่ได้สลายไปไหน
เพราะฉะนั้น สรรพสังขารทั้งหลายทั้งปวง
ทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล ล้วนแล้วแต่พร้อมที่จะเป็น “ปรมาณู” ของจิตได้เสมอ
------------------------------------------------------
* ปรมาณู มาจากคำว่า อณู (เล็ก) + ปรม (ยิ่ง)
อณู หมายถึง จุดแห่งพลังที่เล็กมาก ๆ
ปรมาณู จึงหมายถึง จุดแห่งพลังที่เล็กยิ่งกว่า
** ฐิติภูตํ หมายถึง ธรรมชาติที่มีอยู่แล้วโดยไม่มีผู้สร้าง ยังไม่จัดว่าเป็นบุญหรือเป็นบาป ถือเป็นธรรมชาติล้วน ๆ
-----------------------------------------------------------
บางส่วนบางตอนจากหนังสือเรื่อง “ธรรมนาวา เล่ม ๑” หน้า ๒๖
โดย จารุวณฺโณ ภิกฺขุ (พระอาจารย์ต้น)

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม