อุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕ ตอนที่๒



อุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕ ตอนที่๒

รูปขันธ์

คำว่า ปฏิบัติ ก็คือ มาศึกษา มาเรียนรู้ มาทำความเข้าใจ ว่ารูปขันธ์มันจะต้องแปรปรวน แล้วก็แปรปรวนให้เราเห็นอยู่ตลอดเวลา ก็เพราะว่ามันต้องแปรปรวน แล้วมันแปรปรวนให้เราเห็นอยู่ตลอดเวลานี้แหละ เราจะทำกับมันยังไง? พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า เราไม่สามารถที่จะใช้ตัณหากับรูปขันธ์ได้ ทำยังไงล่ะ? รู้ตามความเป็นจริงของรูปขันธ์ว่า รูปขันธ์มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา รูปขันธ์มีความไม่คงทนถาวรเป็นธรรมดา รูปขันธ์มีความเสื่อมสลายในที่สุดเป็นธรรมดา คือ ในที่สุดมันต้องสลาย

หากเพ่งพินิจพิจารณาไม่มากพอ ไม่เกิดญาณ ไม่เกิดปัญญา ก็ได้เพียงแค่ชั้นของการจำ ไม่ได้ประโยชน์ในการบรรเทาความทุกข์ทางจิตใจ เมื่อวาระความตายมาถึงก็อาจจะหวาดสะดุ้ง หวาดกลัว พิรี้พิไรรำพัน คร่ำครวญเศร้าโศก แต่เมื่อบุคคลทราบด้วยปัญญา ทราบด้วยการพิจารณาใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว เขาจะไม่กลัว จะกล้าเผชิญกับความเป็นจริงที่จะปรากฏเฉพาะหน้า ที่อยู่ต่อหน้าเรา ว่าเป็นเพียงแค่ ดิน น้ำ ไฟ ลม มันสลายจากกัน แค่นั้นเอง ปราศจาความเป็นสัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา

ตรงนี้นี่เอง ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเน้นย้ำอยู่ตลอดว่า     “รูปูปาทานกฺขนฺโธ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือรูป” ฟัง (อ่าน พิจารณา) ให้ดีนะ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือตัวรูป เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น มันยึดกันอยู่ ร่างกายมันยึดกันอยู่จึงปรากฏว่าเป็นรูปร่างกาย ถ้าร่างกายไม่สามารถยึดกันอยู่ ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นรูปร่างกาย เช่น หากเส้นผมที่หนังศีรษะเราหลุดร่วงออกไป ขนตามร่างกายเราหลุดร่วงออกไป            ไม่สามารถยึดกันได้ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ฯลฯ กระจัดกระจายกันอยู่ ไม่สามารถรวมตัวกันอยู่ได้ แต่ละอันๆ ก็อยู่คนละที่ๆ อยู่คนละสัดส่วน ก็ไม่สามารถที่จะเรียกว่าร่างกายหรือว่าคน ได้ เพราะมันจับแยกกันไปแล้ว แต่ว่ามันรวมกันอยู่นั่นแหละจึงเรียกว่า คน

ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือมันยึดกัน แล้วก็มั่นด้วย มั่นจริงๆ เส้นเอ็นผูกมัดรัดรึงโครงกระดูกขึ้นก่อกัน    เป็นท่อนๆ เส้นเลือดระโยงระยางจากหัวไปจรดเท้า จากเท้าระโยงระยางขึ้นมาที่หัว ถ้าจะแกะแงะดูก็เหมือนสายไฟมันอยู่ในวงจรไฟฟ้าวงจรอะไรนี่ สายไฟโยงเต็มไปหมด ร่างกายเราแกะลงไป ยิ่งกว่าสายไฟ ยุ่งเหยิงกันไปหมดเลย เส้นประสาทโยงไป  ฝ่ายซ้าย เส้นประสาทโยงไปฝ่ายขวา เส้นประสาทลงเท้าขึ้นสมอง ไปทั่วทุกที่ในร่างกาย ระโยงระยางยึดกันไว้ ถ้าไม่ยึดกันไว้อย่างนั้น ก็ไม่สามารถที่จะดำรงสภาพความเป็นรูป ความเป็นตัวตน ได้ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือรูป แน่นอน มันเป็นเรื่องของขันธ์ที่มันจะต้องยึดเพื่อรวมตัวกันอยู่ เป็นธรรมชาติที่ถูกประกอบกันขึ้นแล้ว

พระพุทธเจ้าให้รู้ ให้ทราบ ให้เห็น ทางด้านปัญญาว่า เมื่อ(ขันธ์คือรูป)มันยึดเป็นตัวเป็นตน เราอย่ามาหลงความเป็นตัวเป็นตนที่มันยึดถือกันอยู่อย่างนี้ หากเราหลงไม่เข้าใจ มันจะเกิดอุปาทานซ้อนขึ้นมา เรียกว่า อุปาทานในอุปาทานขันธ์ เมื่อเรามีอุปาทานในอุปาทานขันธ์ กายของเรามีความกระสับกระส่าย เราผู้ยึดกายย่อมได้รับการกระทบกระเทือนจากความกระสับกระส่ายนั้นด้วย เราก็เป็นผู้กระสับกระส่ายตามอาการแห่งกาย

ร่างกายเป็นของกระสับกระส่ายได้ แต่ถ้าเรามีสติ และมีปัญญารู้ความเป็นจริงของร่างกายว่า มันต้องเป็นไปตาม     ความกระสับกระส่ายของมัน มันเป็นอำนาจอย่างหนึ่งของกาย ใจเราก็ไม่กระสับกระส่าย ใจเราก็จะเป็นปกติ เมื่อใจเราเป็นปกติมันก็จะมีความสงบ เมื่อสงบ ย่อมเกิดความสุข เมื่อเกิดความสุขย่อมปีติปราโมทย์ เมื่อปีติปราโมทย์ย่อมนำมาซึ่งความยินดี เมื่อนำมาซึ่งความยินดี จิตก็วางอยู่ในอุเบกขา

เมื่อเราอุเบกขาได้ คำว่าอุเบกขา คือ นิ่ง รู้ ตามความเป็นจริง ก็ย่อมจะได้รู้ได้เห็นสภาพธรรมที่ปรากฏ ตามความเป็นจริง แล้วมีกำลังที่จะละความเห็นผิด ละการยึดมั่นถือมั่น ในรูปขันธ์ได้ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือรูปก็ให้มันยึดกันไปแต่เรา   ไม่ยึดกับมัน

ติดตามอ่านได้ในตอนที่ ๓




ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม