องค์แห่งโพชฌงค์ในจิต ตอนที่ ๑


องค์แห่งโพชฌงค์ในจิต

การจะฟังเทศน์ฟังธรรมะต้องเตรียมใจให้พร้อม ต้องอาศัยความตั้งใจ ต้องอาศัยความสงบ และถ้าได้ตั้งใจฟังแล้วก็พยายามตัดการส่งใจออกไปภายนอก ให้ตั้งจิตอยู่ในวงของการรับรู้เพียงแค่สิ่งที่จะได้เทศน์ได้แสดงออกไป อย่าส่งใจไปรับรู้สิ่งอื่นในภายนอก

ธรรมะเป็นของละเอียดเป็นของลึกซึ้ง เป็นของที่รู้ได้ยาก เห็นตามได้ยาก และเป็นสิ่งที่ยากต่อการที่จะเกิดการรู้การเข้าใจได้ แต่ก็ไม่เหลือวิสัยสำหรับบุคคลผู้มีความมุ่งมั่น มีความตั้งใจ ความมุ่งมั่นและความตั้งใจนี่ย่อมจะทำให้เกิดความสำเร็จเป็นผลตามมา พวกเรามีความเคารพธรรม จึงอยากจะอาศัยธรรมเป็นเครื่องประดับจิต ประดับใจ ประดับวิถีชีวิต ที่เรากำลังดำเนินและเป็นอยู่

ซึ่งชีวิตการเป็นอยู่ของพวกเราจะยุ่งเกี่ยวกับการงาน และมากไปด้วยการงาน กิจมากธุระมาก การที่ได้สละกิจและการงานเหล่านั้นไว้ชั่วคราว แล้วอาศัยเวลาที่ว่างเว้นจากการงานนี้มาปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งที่กระทำได้ยากมาก จะต้องเป็นเรื่องของคนที่มีปัญญาเท่านั้น จึงสามารถทำได้อย่างนี้ เพราะในบุคคลทั่วๆไป กิจของเขานอกจากจะยุ่งกับการงานอยู่จนหาที่สิ้นสุดไม่ได้แล้ว ยังต้องไปยุ่งกับสิ่งที่ไม่มีสาระอื่นอีกมากมายในชีวิต แล้วก็มีให้เห็นกันอยู่ทั่วไป แต่พวกเราก็มีความเชื่อมั่นในพระธรรม เชื่อมั่นในสิ่งที่ดี เชื่อมั่นในกุศล เชื่อมั่นในการปฏิบัติ และก็เชื่อมั่นในตัวของเราเองโดยหลักและคำสอนทางพระพุทธศาสนา ที่สอนให้เรารู้จักเชื่อกฎแห่งกรรม ว่าตัวเราทำกรรมชนิดใดไว้ กรรมชนิดนั้นจะเป็นผลตอบสนองเราในภายภาคหน้าแน่ๆ ปรารถนาดีย่อมกระทำกรรมดีไว้เพื่อตน ไอ้ที่ไม่ดีเกิดขึ้นไม่ปรารถนา หากกระทำลงไปก็ยังจะต้องตามให้ผล เพราะกฎแห่งกรรมมันเป็นกฎที่แม้ไม่มีใครกำหนดหรือวางไว้ก็ตาม แต่มันเป็นหลักธรรมชาติที่จะต้องทำการตอบสนอง เราจึงได้มาสมาทานตั้งมั่นในศีลและเตรียมจิตเตรียมใจพร้อมที่จะฟังธรรม

ในหลักธรรมชาตินี้ ก่อนที่จะมีมนุษย์มาเกิด  มีเพียงแค่จักรวาลที่เวิ้งว้างว่างเปล่า หาสัตว์ บุคคล ตัวตน ชนิดใดๆ ไม่ได้เลย ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ที่เป็นฝุ่นละอองกระจายกันอยู่ในห้วงจักรวาล เมื่อกาลระยะเวลาอันยืดยาวนานเกิดขึ้น ผ่านพ้นล่วงไป ธาตุดินน้ำไฟลม เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีการรวมตัวกันขึ้น แล้วก็ปรากฏมาเป็นโลกมนุษย์นี้

จิต เป็นธาตุอันหนึ่ง ซึ่งถูกประกอบขึ้นจากเจตสิก และเจตสิกก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ในดั้งเดิมของธรรมชาติ แล้วในระบบทางธรรมชาตินั้นมันมีสภาพธรรมอันหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการที่มันเป็น โดยยังไม่เกี่ยวข้องกับจิต สภาพที่เป็นไปตามกระบวนการของธรรมชาติอันนั้นของเจตสิกอันนั้นน่ะ มันเป็นไปตามธรรมดาของมันที่มันต้องเป็น ไม่เกี่ยวว่าจะมีจิตหรือไม่มีจิต ไม่เกี่ยวว่าจะมีมนุษย์หรือไม่มีมนุษย์ ธรรมชาติอันนั้นคือจะต้องแปรปรวน ลักษณะแห่งความแปรปรวนนี่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าอนิจจัง ภาษาอันนี้มาใช้ในหมู่ของพวกเราที่ใช้คำว่า อนิจจา อนิจจัง เช่น บางครั้งบางคราวเราเห็นชีวิตสัตว์ที่ได้ตาย เราก็พูดขึ้นมาว่าอนิจจา ก็คือความไม่เที่ยงหรือว่ามันต้องแปรปรวนนี่เอง คือความไม่คงที่

สภาพที่มันแปรปรวน มันแปรปรวนอยู่ในภาวะกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้ทำให้ใครทุกข์เพราะยังไม่มีใคร ยังไม่มีมนุษย์เกิดขึ้น มีแต่จิต จิตถูกปรุงแต่งมาจากเจตสิก เจตสิกคือเครื่องปรุงแต่ง สภาพที่ปรุงแต่ง

ทีนี้ ในความหมายที่ว่า จิตเป็นสภาพปรุงแต่ง เครื่องปรุงแต่ง อะไรล่ะที่เป็นตัวปรุงแต่ง หรือพูดง่ายๆว่าอะไรคือเจตสิกนั่นเองที่มาปรุงแต่งจิต เพราะดั้งเดิมนั้นหากไม่มีจิตมีแต่เจตสิก แสดงว่ามีการปรุงแต่งจิตเกิดขึ้นมาในภายหลัง ใครเป็นผู้ปรุงแต่งจิตก็คือเจตสิก แล้วใครเป็นเจตสิก? ซึ่งคำว่าเจตสิกซึ่งมีความตรงๆว่าเครื่องปรุงแต่งจิต อะไรก็ตามปรุงแต่งจิตอันนั้นชื่อว่าเจตสิก หรืออะไรก็ตามสร้างจิตขึ้นมาอันนั้นชื่อว่าเจตสิก หรืออะไรประกอบจิตขึ้นมาอันนั้นเรียกว่าเจตสิก

แสดงว่าจิตมันไม่มีตัวของมันเองอยู่แล้ว ต้องอาศัยการประกอบขึ้น อาศัยการตบแต่งขึ้น อาศัยการสร้างขึ้น สภาพที่ถูกสร้างขึ้นจึงปรากฏว่าจิตมีอยู่คือเกิด เมื่อการสร้างนั้นหมดกระบวนการ มันก็ดับลงไปคือมันไม่มี แต่การเกิดและดับคือมีแล้วก็หายไป มันไม่ได้หายไปเฉยๆ มันจะถูกสร้างใหม่อยู่เรื่อยๆ สร้างใหม่แล้วก็ดับ สร้างใหม่แล้วก็ดับ สร้างใหม่แล้วก็ดับ เป็นอย่างนี้ ก็เลยอยากจะหาต้นตอว่าอะไรคือเจตสิก ถ้าเราสามารถหยุดเจตสิกไม่ให้สร้างจิตหรือประกอบจิตได้ จิตก็จะไม่มี เมื่อไม่มีจิตทุกอย่างก็ไม่มี


ทีนี้ เมื่อคำถามว่าอะไรคือเจตสิก? ในเริ่มแรกทางธรรมชาติ ตัวเจตสิกที่ประกอบจิตหรือว่าสร้างจิตให้เกิดขึ้นและมีขึ้นนั้น คำว่า เจตสิก ถูกอธิบายไว้ในแบบหรือว่าตำรา ว่าเจตสิกก็คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นเจตสิก เวทนาก็ได้ทราบกันดีว่าคืออะไร สัญญา สังขาร ก็ทราบกันอยู่ ในแบบเขากล่าวไว้อย่างนั้น เวทนา สัญญา สังขาร เป็นเจตสิก เขาบอกวิญญาณไม่ใช่เจตสิก วิญญาณเป็นจิต ตามแบบที่เขากล่าวไว้อย่างนั้น แต่อาตมาจะเพิ่มเติมคำว่าวิญญาณ ว่าเป็นเจตสิกด้วย

ราจะต้องไม่หลงคำว่าวิญญาณคืออะไร คือสิ่งที่เราสามารถสัมผัสรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ปรากฏว่าในระยะเริ่มแรกนั้นกายไม่มี สภาพที่รับรู้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่มี คือตัวรูปมันไม่มี เพราะฉะนั้นเจตสิกที่ประกอบจิตเกิดขึ้น ตัวสภาพรับรู้หรือตัววิญญาณจะต้องปรากฏที่ตัวมโนคือมนายตนะอายตนะคือตัวใจนี่เป็นตัวรับรู้ จิตถูกประกอบขึ้นจึงเกิดอายตนะคือใจขึ้น ประกอบมาจากเวทนา สัญญา สังขาร

เวทนา เป็นเจตสิกชนิดหนึ่งคือเครื่องประกอบจิต สัญญาก็เป็นเจตสิกชนิดหนึ่งที่จะต้องประกอบจิต สังขารเป็นเจตสิกชนิดหนึ่งที่จะต้องประกอบจิต แล้วเมื่อปรากฏมีมโนก่อออกมาจากจิตที่ถูกประกอบกันขึ้น คือใจเป็นตัวรับรู้หรือว่าตัวมนายตนะคือการรับรู้รับทราบทางใจ หรือว่าสิ่งเชื่อมต่อทางใจ สิ่งรับรู้ทางใจก็เลยเกิดมโนวิญญาณ เมื่อเกิดมโนวิญญาณ มโนวิญญาณก็เลยเป็นเครื่องประกอบจิตด้วย

แสดงว่า ถ้าเรียงลำดับตามคำอธิบายอย่างนี้ เบื้องต้นมีเจตสิกเป็นเครื่องประกอบจิต เมื่อมีเจตสิกเป็นเครื่องประกอบจิต ตามแบบกล่าวไว้ว่า เมื่อเจตสิกมีอยู่จิตย่อมมีอยู่ เมื่อเจตสิกดับจิตย่อมดับ หรือ เมื่อจิตมีอยู่เจตสิกก็ย่อมมีอยู่ เมื่อจิตดับเจตสิกก็ดับ เพราะจิตกับเจตสิกเกิดขึ้นพร้อมกัน อาศัยกันตั้งอยู่ แล้วก็ดับลงไปพร้อมกัน นี่คือลักษณะที่กล่าวไว้ตามแบบ

ทีนี้ การเกิดขึ้นของจิตหรือการดับไปของจิตเราไม่ค่อยเห็นกันหรอก แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าไม่ใช่สิ่งที่จะเห็นได้ง่ายๆ แต่ให้คิดตามว่าลักษณะของจิตมันเป็นยังไง พยายามคิดตามแล้วก็สมมติฐานขึ้นมาในจิต แล้วก็พยายามจับสภาพเรื่องราวของจิตให้ถูกต้องว่าจิตมีสภาพเป็นยังไง

จิตไม่มีตัวไม่มีตนหรอก ถูกประกอบมาจากเวทนา พูดง่ายๆว่ามีเวทนาอันใดปรากฏจิตย่อมปรากฏ มีเวทนาอันใดตั้งอยู่จิตย่อมตั้งอยู่ มีเวทนาอันใดดับจิตย่อมดับ ทีนี้ เมื่อเวทนาเป็นเครื่องประกอบจิต สัญญาเป็นเครื่องประกอบจิต สังขารเป็นเครื่องประกอบจิต ย่อมบ่งบอกให้เรารับรู้รับทราบว่าเวทนามีอยู่จิตมีอยู่ สัญญามีอยู่จิตจึงจะมีอยู่ สังขารมีอยู่จิตจึงจะต้องมีอยู่

ถามว่า ในระหว่างเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อะไรเกิดก่อนอะไรเกิดทีหลัง?

ตามแบบอธิบายบอกว่าเกิดขึ้นพร้อมกัน เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันจึงปรากฏว่ามีจิตพร้อมกันกับจุดเชื่อมต่อหรือว่าจุดรับรู้คือมนายตนะหรือว่าตัวมโน จึงเกิดเป็นมโนวิญญาณคือความรู้ ทั้งตัวเวทนา สัญญา สังขาร ตัวมโน แล้วก็วิญญาณ เกิดขึ้นพร้อมกันกับจิต รับรู้อารมณ์เดียวกันกับจิต ดับลงไปพร้อมกันกับจิต

ทีนี้ พระพุทธเจ้าก็บอกว่าจิตเป็นใหญ่ จิตเป็นหัวหน้า ทำไมจิตจึงชื่อว่าเป็นใหญ่จึงชื่อว่าเป็นหัวหน้า เพราะจิตอาศัยเจตสิก จิตจะเป็นใหญ่ได้ยังไง จิตยังจะต้องอาศัยคนอื่นอยู่ เป็นใหญ่ไม่ได้ ไม่น่าได้ เพราะเจตสิกเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต แต่เจตสิกก็ต้องอาศัยจิตอีก มันอาศัยกันและกันแล้วก็เกิดมโน แล้วก็เกิดมโนวิญญาณตัวรับรู้ทางใจ พระพุทธเจ้าบอกว่าจิตเป็นใหญ่ มันจะเป็นใหญ่ยังไงนั้นค่อยๆ วินิจฉัยกันไปตามลำดับ คือฟังไปเรื่อยๆ ว่าจะมีความเป็นใหญ่ได้ยังไง

ในเบื้องต้น จิตถูกปรุงแต่งด้วยเวทนาคือปีติ เวทนาที่ปรุงแต่งจิตในคราวแรกมันไม่ได้ถูกปรุงแต่งด้วยสภาพที่เป็นทุกข์ แต่ปรุงแต่งด้วยปีติๆเป็นเวทนาทางใจ ตำราจึงกล่าวไว้ว่า จิตนี้มีปีติเป็นภักษา คือเขาพูดในเชิงสำนวนโวหารว่าจิตมันกินปีติน่ะเป็นภักษา ภักษาคืออาหารการกิน เป็นอาหารนั่นเอง เป็นภักษา จิตมีปีติเป็นภักษา หรือบอกว่าจิตกินปีติ แต่สภาพการกิน ถ้ามานึกถึงการกินก็คือเสวย เสวยก็คือเวทนา เวทนาเป็นตัวเสวยๆปีติ ปีติปรุงแต่งจิตคือความอิ่มใจ จิตก็เลยไม่มีความทุกข์ แม้ในทางธรรมชาติจะมีความทุกข์อยู่ก็ตาม แต่จิตก็ไม่มีความทุกข์เพราะปีติมันปรุงแต่งจิตอยู่ จิตก็เลยกินปีติ เมื่อจิตกินปีติ จิตก็เลยไม่สนใจพระนิพพาน คือไม่อยากจะพ้นทุกข์นั่นเอง พระนิพพานเป็นที่ดับทุกข์ พระนิพพานเป็นตัว(ภาวะ)ดับกระบวนการแห่งทุกข์ทั้งมวล

แต่ปรากฏว่าในหลักธรรมชาติที่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ตามแบบได้กล่าวไว้ว่า หลักธรรมชาติที่มีอยู่จริง เป็นธรรมชาติอันที่เป็นตัวสภาวะหรือว่าตัวสภาพแห่งความจริง มีจิต มีเจตสิก มีรูป แล้วก็มีนิพพาน คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เป็นของมีอยู่ ตั้งอยู่ ปรากฏอยู่ แต่จิตไม่ยอมรับรู้รับทราบนิพพาน คือจิตไม่ยอมหน่วงเหนี่ยวเอานิพพานมาเป็นอารมณ์ เนื่องจากว่าจิตไม่ยอมหน่วงเหนี่ยวเอานิพพานมาเป็นอารมณ์ จิตก็เลยอยู่กับเครื่องปรุงแต่งคือปีติ พอใจอยู่เพียงแค่นั้นจากเวทนา

ติดตามอ่านตอนที่ 2 ต่อไปครับ


ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม