สัมมาทิฏฐิ
สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นถูก ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เช่น
กฎแห่งกรรมมีจริง บาปมี บุญมี
ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉานมี สวรรค์มี นิพพานมีจริง เป็นต้น
สัมมาทิฏฐิที่จะพาเราไปสู่นิพพานสามารถตัดรากเหง้าของกิเลสคือ
&ชีวิต จิด ภาวนา ภาค ๔ สำหรับผู้ต้องการปัญญา
โดย จารุวณฺโณ ภิกขุ
“ทำอย่างไรจึงจะหยุดการเวียนว่ายตายเกิดของจิตได้ ?”
ต้องภาวนาสิ
“แล้วภาวนา คืออะไร ?”
ภาวนา ก็คือ การเรียนรู้พระธรรมคำสอนของ
พระพุทธเจ้า แล้วปฏิบัติตามให้ถูกต้องด้วยความเชื่อมั่นจริง ๆ
“พวกเราชาวพุทธก็มีความเชื่อมั่นในพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว ดูได้จาก
พระพุทธรูป อันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่หมู่ชาวพุทธทุกคนมีไว้
เพื่อบูชาสิ”
ดูก่อนท่านผู้เป็นมนุษย์ ก็การที่ท่านทั้งหลายก้ม
หน้าก้มตาเคารพนับถือพระพุทธเจ้าอยู่ในเวลานี้นั้น
ท่านเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีมาโดยยากแสนยาก
เพียงเพื่อให้หมู่มนุษย์กระทำการเคารพ สักการะ บูชา
วัตถุรูปของพระองค์เท่านั้นเองหรือ ?
“งั้น ขอท่านจงอธิบายให้เข้าใจสักหน่อยเถิด”
ไม่ขัดข้อง แต่ข้อสำคัญท่านทั้งหลายต้องตั้งใจอ่านให้ดี
อย่าให้มีปฏิกิริยาส่อเจตนาเป็นพิรุธว่า มิค่อยจะมีศรัทธาเชื่อถือ
ก็แล้วกัน “พระพุทธเจ้านั้น รวมอยู่ในพระธรรมคำสั่งสอน หาใช่
พระพุทธรูป หรือ รูปเปรียบอย่างอื่นไม่ พระพุทธศาสนาที่พวกเรา
เคารพนับถืออยู่นี้ ทรงไว้ซึ่งคุณวิเศษมากมาย และ ที่นับว่าวิเศษ
สุดก็คือ คำสั่งสอนอันเป็นหลักปฏิบัติ ที่สามารถยุติการเวียน
ว่าย ตายเกิดของจิตมนุษย์ได้ หาใช่การเคารพบูชาวัตถุรูป
อันพระพุทธเจ้าทรงตำหนิติเตียนไว้มากในคำสอนของพระองค์ “
“พระพุทธรูปเป็นตัวแทนของพระองค์ไม่ใช่หรือ ?”
พระพุทธเจ้าไม่เคยแสดงไว้ในที่ไหน ๆ เลยว่า พระพุทธรูป
จะเป็นตัวแทนของพระองค์ได้ อันจะเห็นได้จากก่อนที่พระองค์
จะปรินิพพาน (ตาย) พระองค์ได้ทรงกำชับไว้ว่า “ธรรมและวินัย
ใด อันเราตถาคตแสดงไว้ แล้วบัญญัติไว้แล้ว ธรรมและ
วินัยอันนั้น จักเป็นศาสดา (ตัวแทน) ของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา” นี้ก็เท่ากับตรัสเป็นคำตายตัว อยู่แล้ว
ว่า พระพุทธองค์ทรงมอบให้ “ธรรมและวินัย” เป็น
“ตัวแทน” ของพระองค์
“แล้วจะบอกได้หรือยังว่า จิต คืออะไร ?”
อาจบอกตรงๆ เสียทีเดียวไม่ได้ เพราะจิตไม่มีรูปร่าง
ลักษณะปรากฏให้เห็น
“ถ้าบอกไม่ได้ว่า จิต คืออะไร แล้วจะมามัวเขียนให้เสีย
เวลาทำไมเล่า ?”
ที่ได้พยายามเขียนมานี้ ก็หวังว่า คงจะเป็นประโยชน์ต่อ
ท่านผู้อ่านอยู่บ้าง แต่ขอท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย พึงตั้งใจ
พิจารณาด้วยปัญญา ให้เห็นตามความจริง
ประโยชน์อย่างแท้จริง ดังต่อไปนี้ :-
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ตัวตนแท้ ๆ ของสิ่งทั้งหลาย
ไม่มี เมื่อแยกส่วนต่าง ๆ ของสิ่งที่ประกอบกันอยู่นั้นออกไป
ให้หมด ก็จะไม่พบ ตัวตน ของสิ่งนั้นเหลืออยู่ กาย กับ จิต ก็เช่น
กัน เมื่อแยกส่วนประกอบต่าง ๆ ออกไปแล้ว ร่างกายเป็นเพียง
ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่รวมตัวกันอยู่เท่านั้น (อ่านในชีวิตคืออะไร
จะเข้าใจชัดขึ้น) แม้ดิน น้ำ ไฟ ลม ก็ไม่ใช่ตัวตนของมัน อันแท้จริง
(เป็นเพียงธาตุเท่านั้น) จิต ก็ถูกประกอบขึ้นมาจากองค์ประกอบ
หลาย ๆ อย่าง โดยที่จิต ก็ไม่มีตัวตนอันแท้จริงเลยเหมือนกัน
องค์ประกอบของจิต มี ๗ ประการ คือ :-
๑. ภวังค์ : ธาตุชีวิต คือ กระแสที่ประกอบจิตให้ดำรง
ตนอยู่ได้
๒. อาวัชชนะ : การนึก คือ กระแสแห่งการตรึก นึกถึง
อารมณ์ต่าง ๆ
๓. ทัสสนะ : การเห็น คือ กระแสที่ทำให้จิตมองเห็น
๔. สัมปฏิจฉนะ : การตอบรับ คือ กระแสแห่งการ
รับรู้
๕. สันตีรณะ : การวิเคราะห์ คือ กระแสของการ
เปรียบเทียบอารมณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในจิต
๖. โวฏฐัพพะ : การเลือก คือ กระแสของการเลือก
อารมณ์ที่ควรแก่จิต
๗. ชวนะ : การเสวย คือ กระแสแห่งการเสพอารมณ์
ของจิต
นี้คือส่วนประกอบ ที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของจิต เมื่อ
แยกส่วนทั้ง ๗ ออก จิต ก็ ไม่มีจริง เปรียบเสมือนแสงแห่งดวง
เทียน ที่มีส่วนประกอบต่าง ๆ คือ ๑. ธาตุไฟ ๒. ความร้อน
๓. แสงสว่าง ๔. ควัน ๕. ไส้เทียน เมื่อเทียนดับ แสงแห่ง
ดวงเทียนก็ไม่มี ขอท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย พึงพิจารณา
แยกแยะตามนี้ด้วย เมื่อพิจารณาอยู่บ่อย ๆ ก็จะเห็นตาม
พุทธพจน์ที่ว่า “จิตสักแต่ว่าจิต ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา
เขา” ตามแนวแห่งสติปัฏฐานสูตร
ข้อที่ว่าด้วยเรื่องของ จิตตานุปัสสนา คือ การเห็นจิตตาม
ความเป็นจริง
“ก็ในเมื่อจิตไม่ใช่ สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา แล้วทำไม
จึงเกิด กิเลส และ ความอยาก ขึ้นได้เล่า ?”
อันนั้น เป็นเพราะ อนุสัย** ที่นอนเนื่อง “ดอง”สันดาน
อยู่ในจิตมาตั้งแต่ยาวนานแล้ว เหมือนอย่างขี้ตะกอนที่นอนอยู่
อธิบายความ อนุสัย** หมายถึงกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิต มี ๓ อย่าง
คือ กามราคานุสัย-กิเลส คือ กาม ปฏิฆานุสัย-กิเลส คือ ความโกรธ
อวิชชานุสัย-กิเลส คือ ความหลง
ก้นโอ่งน้ำ ถ้ายังไม่มีใครมา “คน” ก็ยังไม่ขุ่นขึ้น อย่างเช่น ในเวลา
ที่ได้รับอารมณ์ที่ไม่ดี อนุสัยที่นอนเนื่องอยู่ในจิต ก็จะก่อให้เกิด
ปฏิฆะ คือ ความโกรธ ขึ้นมา จึงทำให้จิตขุ่นมัว ในเวลาที่จิต
ได้รับอารมณ์อันดี อนุสัยที่นอนเนื่องอยู่ ก็จะก่อให้เกิด กามราคะ
คือ ความรักใคร่ พอใจ ขึ้นมา จึงทำให้จิต “หลง” คล้อยตาม
อารมณ์แห่ง ความรัก – ความชัง อยู่ตลอดเวลา
จิตของเราจึงมีทุกข์ ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง แต่ว่าจิตนั้นแลเศร้า
หมองแล้ว เพราะอุปกิเลสที่จรมา ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อม
จะไม่ทราบจิตนั้นตามความเป็นจริง” (อัจฉราสังฆาตวรรค
อังคุตตรนิกายเอกนิบาต เล่มที่ ๒๑ หน้า ๑๐๖)
“อนุสัย มีประจำอยู่ในจิตตลอดเวลาหรือเปล่า ?”
อนุสัยนี้ มิได้มีประจำจิตอยู่ตลอด จะมีมาในบางคราว
เท่านั้น แล้วก็ดับไป คือ ปฏิฆานุสัยเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับ
อารมณ์ที่ไม่ดี แล้วก็ดับไป กามราคานุสัยเพิ่งจะเกิดขึ้นก็
เมื่อได้รับอารมณ์ที่ดี แล้วก็ดับไป
“แต่ทำไม ดูเหมือนมีอารมณ์ดี ไม่ดี อยู่ประจำจิตตลอด
เวลาล่ะ ?”
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเราขาดสติ ไม่ได้ดูการเกิดขึ้น
และ ดับไป ของอารมณ์ที่มากระทบจิต จึงไปติดสัญญา
เก่าๆ ที่เข้าใจไว้นานแล้วว่า อนุสัยกิเลสมีอยู่ตลอดเวลา
ก็ถ้ามีอยู่ประจำเสมอแล้ว คงละกิเลสไม่ได้หรอก พระพุทธเจ้า
ก็จะไม่มีในโลก หมู่มนุษย์ก็เป็นไปตามกระแสแห่งการเวียนว่าย
ตายเกิด อันหาความหลุดพ้นไม่ได้
“แล้วจะทำอย่างไรจึงจะพ้นจากทุกข์ได้ ?”
ก็ต้องพิจารณาตามพระดำรัส ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง
ไว้ว่า ตัวตนแท้ๆ ของสิ่งทั้งหลายไม่มีอยู่จริง เป็นเพียง
สภาวะที่เกิดขึ้นแล้วดับไปเท่านั้น อนุสัยกิเลส เมื่อเกิดขึ้น
ก็อาศัยจิตเกิดขึ้นชั่วคราวหนึ่งเท่านั้น เมื่อจิตที่เกิดขึ้น
มารับอารมณ์ในคราวนั้นดับไป อนุสัยกิเลสก็ไม่มีที่อยู่
อาศัยอีก ดับลงไปเหมือนกัน ไม่ติดค้างอยู่ที่ไหนอีก
ลองนึกดู เมื่อเรายังไม่เกิดความโกรธ ความโกรธ
นั้นอยู่ที่ไหน ? ก็เพิ่งมีขึ้นเมื่อเกิดความโกรธไม่ใช่หรือ ?
หรือเมื่อความโกรธนั้นดับไปแล้ว ก็ไม่มีความโกรธแล้ว
ไม่ใช่หรือ ? หรือ เมื่อยังไม่มีความรัก ความรักนั้นอยู่ที่
ไหน ? ก็เพิ่งมีขึ้นเมื่อเกิดความรักไม่ใช่หรือ ? หรือเมื่อ
ความรักนั้นดับไปแล้ว ก็ไม่มีความรักแล้วไม่ใช่หรือ ?
เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียด ถ้าไม่มีสติดูความ เกิด-ดับให้ได้
แล้ว ก็จะเข้าใจว่า เรามีกิเลสอยู่ตลอดเวลา ที่แท้ก็เหลวไหล
เป็นความเข้าใจผิดกันทั้งนั้น ขอให้เปลี่ยนความเห็นใหม่
เข้าใจเอาเองว่า เป็นนั่น เป็นนี่ เป็นจริงเป็นจัง ไปเสียทั้งหมด
แท้ที่จริงก็ไม่มีอะไร เป็นเพียงแค่สภาพอันหนึ่งที่ เกิด-ดับ เท่านั้น
ขอเพียงให้เรามีสติกำหนดดูเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในจิต
ให้ติดต่อเนื่องไปตลอด ท่านก็จักเป็นผู้หายสงสัยเองว่า จิต
คืออะไรกันแน่ ?
“ที่ท่านอธิบายมานี้ยังไม่เข้าใจชัด ขออธิบายให้ชัดเจน
ขึ้นกว่านี้อีก จะได้หรือไม่ ?”
ความเข้าใจ ไม่สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการอธิบาย
เพียงแค่ครั้งสองครั้ง แต่ท่านต้องพิจารณาทบทวนเนื้อหาตั้งแต่
เริ่มต้น กลับไปกลับมาสักหลาย ๆ เที่ยวดู อาจจะทะลุปรุโปร่ง
ขึ้นภายในจิตเองก็ได้
“ถึงจะอย่างนั้นก็ตามที ก็ยังอยากให้ท่านอธิบายเพิ่มเติม
เพื่อประดับสติปัญญาด้วยเถิด”
ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย พึงใช้สติพิจารณาตามดังต่อ
ไปนี้
จิต เป็น นามธรรม เป็นสิ่งที่ไม่มีตัว
อนุสัยกิเลส ก็เป็น นามธรรม เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวเหมือนกัน
เพราะความที่จิต และ อนุสัยกิเลสนี้ ต่างก็เป็น
นามธรรม อนุสัยกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต จึงไม่ตกค้างตั้งอยู่
ในจิตได้ เป็นเพียงแต่ เกิดขึ้น และ ดับไป เท่านั้น
อนุสัยกิเลสมีอยู่ประจำจิตนั้น เป็นเพราะความเข้าใจผิด
ถือผิด และ เห็นผิดต่างหาก ขอให้เปลี่ยนความเห็นเสียใหม่
โดยให้ทำความเห็นว่า ไม่มีอะไรเป็นตัวตนอันแท้จริง มีแต่สมมติ
และ บัญญัติเท่านั้น ถ้าถอนสมมติ และ บัญญัติออกแล้ว ก็ไม่มี
อะไร หาคำพูดไม่ได้ ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕
อายตนะ ๖ จิต เจตสิก รูป นิพพาน นี้ ก็เพื่อจะให้รู้เรื่องกันเท่า
นั้นเอง
ถ้ามองตามหลักแห่งอริยสัจ ๔ แล้ว จิต เป็นประเภท
ทุกขสัจ (ทุก-ขะ-สัด) ที่ควรกำหนดรู้
อนุสัยกิเลส เป็นประเภท สมุทัยสัจ (เหตุให้ทุกข์เกิด)
ที่อาศัยจิตเกิดขึ้นชั่วคราว เมื่อจิตที่เกิดคราวนั้นดับไปแล้ว อนุสัย
ที่ประกอบจิตในคราวนั้น ก็ดับลงไปด้วย
ถ้าเรามีสติเห็นการดับไป ของอนุสัยกิเลสในคราวนั้น
ชื่อว่าเห็น นิโรธสัจ การเห็นได้อย่างนี้บ่อย ๆ ชื่อว่าเห็น มรรคสัจ
เมื่อเห็นมรรคสัจแล้ว (คือ เห็นว่าทุกข์เป็นของควร
กำหนดรู้ สมุทัยเป็นของควรละ นิโรธเป็นของควรทำให้แจ้ง
มรรคเป็นของควรเจริญ) ก็ให้เจริญมรรค ด้วยการกำหนดรู้
ดูกระบวนการ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจิตต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ครั้นเมื่อ
มรรคเจริญขึ้นเต็มที่แล้ว มรรคจะกระทำการประหารกิเลสเอง
ส่วนอนุสัยกิเลส ที่เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ นั้น ก็เพราะอาศัย
การเพ่งโทษ ถ้าเราตั้งใจไม่เพ่งโทษใคร ๆ แล้ว อนุสัยกิเลสก็เกิด
ได้โดยยากเหมือนกัน
ถ้าหากท่านต้องการละกิเลส ท่านต้องทำความเข้าใจ
กับ อารมณ์ ที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในใจของท่าน แล้วให้มี สติ
นิ่งดูอารมณ์นั้น ให้เห็นการ เกิด-ดับ ของอารมณ์นั้นอยู่เสมอ
ให้ได้จนกว่าจิตจะ ละ กิเลสเอง หรือ ถ้ายังละกิเลสไม่ได้
ก็จะทำให้เรามีสติมากขึ้น...เครดิตเนื้อหาจาร อาจารย์จันทา ทองนัอย



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น