#ปฏิปทาวัตร 5 ถอดโดยสามเณรจิตติศักดิ์ โสภาศรี




#ปฏิปทาวัตร

*...ตอนที่ ...*


พิจารณาร่างกาย ขั้นตอน

 พอพิจารณาผ่านไปได้สักระยะหนึ่ง เห็นว่าไม่เกิดความรู้เจริญขึ้นในจิตใจเลย คิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถพิจารณาร่างกายให้เห็นเป็นดินทเป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลมให้ได้จริง จึงได้เปิดหนังสือเกี่ยวกับการพิจารณากับร่างกาย ว่าด้วยเรื่องของธาตุกัมมัฏฐาน พบบทที่พิจารณาเรื่องของร่างกายเป็นประดุจดั่งป่าช้า เริ่มตั้งแต่วันที่ตาย หมดลมหายใจ เขียวช้ำ พองขึ้นอืด จนถึงเปื่อยย่อย เน่าสลาย จนเหลือแต่โครงกระดูก และโครงกระดูกก็ย่อยสลายสลายกลายเป็นดิน


    จึงนำบทธรรมนี้มาพิจารณาว่า ร่างกายเป็นประดุจป่าช้า ตอนนั้นพิจารณา รายการ ซึ่งเรียกว่านวสีถิกาบรรพ แต่การพิจารณายังไม่คล่อง พิจารณาไปได้ยากมาก จึงได้ปรับหลักของการพิจารณา โดยจุดมุ่งหมายของเราพิจารณาเพื่อให้เห็นเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลม ไม่ได้พิจารณาตามแบบวิธีของนวสีถิกาบรรพ คือร่างกายเป็นซากศพ ชนิด ซึ่งตามความคิดของเราถ้าจะทำแบบนั้นมันยากมาก จึงปรับเพียงแค่ว่าพิจารณาพอผ่าน เพราะเราปรารถนาจะมองร่างกายให้เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลม เราไม่ได้มองร่างกายเป็นซากศพ จึงประมวลการพิจารณามาได้ ขั้นตอนดังนี้


ขั้นตอนที่ หมดลมหายใจ

ขั้นตอนที่ ร่างกายพอง ขึ้นอืด เขียวช้ำ

ขั้นตอนที่ ร่างกายปริแตก น้ำเหลือง น้ำเลือด น้ำหนองไหล

ขั้นตอนที่ ร่างกายย่อยสลาย

ขั้นตอนที่ ร่างกายเหลือแต่โครงกระดูก

ขั้นตอนที่ โครงกระดูกยุบและย่อยสลายกลายเป็นดิน


 


   เมื่อประมวลหลักการพิจารณา ขั้นตอนนี้ขึ้นมา ก็ทำให้พิจารณาได้ง่าย โดยพิจารณาทีละขั้นตอนไป จนสามารถพิจารณาร่างกายของเราให้เห็นเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลมได้ทั้งหมดทุกส่วน แล้วก็พิจารณาทุกขณะจิต เมื่อพิจารณาทุกขณะจิตแล้ว ภาพแห่งนิมิตก็ปรากฏขึ้นมาให้ได้เห็น อันนี้ใช้เวลาประมาณเดือนกว่า ๆในการพิจารณาต่อเนื่องกัน เวลาเห็นสิ่งใดก็ตามด้วยสายตา เราจะเห็นเป็นนิมิตขึ้นมาพร้อม


    นิมิตของสัตว์หรือคนที่เราได้รับรู้รับทราบคือผ่านเข้ามาในสายตาให้ได้เห็นไม่ว่าจะเป็นวัว ควาย สุนัข สิงสาราสัตว์ หรือมนุษย์ผู้หญิงผู้ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ที่เดินผ่านไว้เห็นสิ่งเรานั้น จะถูกพิจารณาเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลมหมด แม้แต่ต้นไม้ ดิน ฟ้า อากาศ บ้านเรือนที่เรารับรู้ก็จะถูกพิจารณาเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลมหมด จิตจะเกิดสภาวะธรรมอันหนึ่งขึ้นมา โดยความรู้ที่แสดงขึ้นมานั้น ทำให้ได้ทราบธรรมชาติที่เป็นของเสมอเหมือนกันหมด


    ทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลมทั้งนั้น จิตจะรับทราบอย่างนั้น เห็นทุกสภาพทุกสรรพสิ่งเสมอเหมือนกันหมด และจิตจะทรงการรับทราบอย่างนั้นไว้ตลอดเวลาเอง เรียกว่าเกิดความเห็นแบบราบเรียบ ซึ่งพระพุทธเจ้าเปรียบเทียบว่า เรียบประดุจดั่งหน้ากลอง หน้ากลองที่ขึงตึงดีแล้ว จะราบเรียบมาก ความเห็นของเราจะไม่มีการแบ่งแยกว่า อันนี้เรียกว่าสัตว์ อันนี้เรียกว่ามนุษย์ อันนี้เรียกว่าต้นไม้ ดิน ฟ้า อากาศ มันไม่ได้แยก มันเห็นรวมเป็นอันเดียวกันหมดเลย ทุกอย่างเป็นสรรพสิ่งอันเดียวกันไม่มีการแบ่งแยกใด อันนี้ในการพิจารณาเรื่องกาย



    เมื่อได้พิจารณากายอย่างนี้แล้ว มันก็พิจารณาอยู่ไม่หยุด ไม่หย่อน จนเกิดเป็นการพิจารณาเองโดยอัตโนมัติ และเราก็ไม่สามารถหยุดการพิจารณาที่เป็นอัตโนมัตินั้นได้ แม้เราจะหยุดพิจารณาแล้วก็ตาม แต่ความคิดหรือการพิจารณาที่เป็นอัตโนมัตินั้น ก็ยังทำงานไปเองแบบอัตโนมัติ


    จะนอนหลับก็มีอีกภาวะหนึ่งลุกขึ้นมาพิจารณาร่างกายเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลม มันพิจารณาไปของมันเอง ส่วนร่างกายจะหลับก็หลับไป มีอีกภาวะหนึ่ง ซึ่งยังมีความรู้สึกอยู่ที่แยกจากกัน ภาวะอันนั้นก็พิจารณาว่าร่างกายเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม จนเวลาร่างกายตื่นขึ้นมา ก็ยังเห็นส่วนที่พิจารณานี้ยังพิจารณาอยู่ เป็นเอกเทศ คนละส่วนกัน ซึ่งไม่สามารถเรียกภาวะอย่างนี้ได้ ว่าคืออะไร ตอนนั้นก็นึก สงสัยอยู่ ว่าอาการที่แยกกันของจิตกับกายนี้ เป็นอาการของอะไร ไม่เคยมีบอกในตำราเลย


[ โดย จารุวณฺโณ ภิกฺขุ ]

#อนุโมทนาที่เข้ามาอ่านครับ

#รอติดตามตอนต่อไปอีกนะครับ :) 

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม