ธรรมนาวา 7
มโนธาตุ (ใจ) ได้รับรู้รับทราบเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกจากจิตตัวนี้เองแท้จริงแล้วจิตเป็นกระแสแห่งพลังงานของอณูและปรมาณูที่รวมตัวกันมาจากเหล่าธรรมารมณ์ทั้งภายในและภายนอกแล้วแผ่ซ่านพลังเชื่อมโยงไปทั่วทั้งร่างกายเพื่อควบคุมบังคับบัญชาร่างกาย
นักสรีระศาสตร์บางท่านบอกว่าเป็นกระแสไฟฟ้าในร่างกายจิตจะมีกระบวนการแห่งการสร้างรูปร่าง (นามกาย) เสวยอารมณ์เวทนา) จดจำ (สัญญา) คิดนึก (สังขาร) และรับรู้ (วิญญาณ) กระบวนการเหล่านี้เรียกว่าขันธ์ ๕ เพื่อให้จิตดำรงตนอยู่ได้แล้วกระทำการสั่งการต่าง ๆ อยู่ภายในร่างกายโดยอาศัยแรงจงใจส่งกระแสพลังออกไปเชื่อมโยงกับราตุทั้ง ๔ เพื่อปรับให้อวัยวะต่าง ๆ เป็นไปตามความตั้งใจเรียกว่าเจตนาอวัยวะต่าง ๆ ทางร่างกายจึงสามารถคิดได้พูดได้เคลื่อนไหวไปมาได้ตามความตั้งใจของจิตร่างกาย
จึงมีการกระทำตอบต่อสิ่งภายนอกได้เองโดยอาศัยสายตาที่มองเห็นจมูกที่ดมกลิ่นลิ้นที่ลิ้มรสกายรับการสัมผัสจิตรับธรรมารมณ์มโนธาตุ (ใจ) เป็นเพียงแค่ผู้รู้ว่าธรรมารมณ์ที่ผ่านเข้ามาในจิตนี้ดีหรือไม่ดีน่าชอบใจหรือไม่น่าชอบใจดีใจหรือเสียใจพอใจหรือไม่พอใจสุขใจหรือทุกข์ใจแล้วส่งคลื่นสัญญาณความรู้ไปที่จิตเพื่อให้คิดกระทำการ
ตอบสนองออกไป
เมื่อได้กระทำสิ่งใดลงไปแล้วย่อมเกิดเป็นผลตามมา ๓ ลักษณะคือดีไม่ดีและกลาง ๆ ผลทั้งสามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เฉพาะขณะที่ทำอยู่เท่านั้นหาก แต่มันยังเป็นผลนำสืบเนื่องต่อไปจนถึงภพหน้าชาติหน้าเช่นถ้าเราได้เคยด่าใครไว้ในอดีตชาติผลแห่งการด่านั้นจะทำให้เราถูกคนอื่นด่าคืนในชาติปัจจุบันถึงแม้เราจะไม่ได้ทำให้เขาโกรธเคืองก็ตามหากเราเกิดความโกรธแล้วได้ค่าตอบกลับไปผลแห่งการค่าตอบ
ในปัจจุบันนี้อาจนำสืบต่อปฏิสนธิ (การนำเกิด) ในกำเนิดสัตว์เดรัจฉานเปรตผีอสุรกายรอเราอยู่ในภพหน้าหรือถ้าไม่ได้แก้ไขกรรมนั้นให้เบาบางลงด้วยการขอขมาเพื่อให้กรรมนั้นเป็นอโหสิก็อาจถึงกับตกนรกเลยก็ได้พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเรื่องของกรรมเก่าและกรรมใหม่ไว้ให้พุทธ บริษัท เรียนรู้ดังนี้ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็กรรมเก่าเป็นไฉน? ตาหูจมูกลิ้นกายใจนี้แหละอันบุคคลพึงเห็นว่าเป็นกรรมเก่าอันปัจจัยปรุงแต่งแล้วสำเร็จด้วยเจตนาเป็นที่ตั้งแห่งเวทนาภิกษุทั้งหลายนี้เราเรียกว่ากรรมเก่า
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็กรรมใหม่เป็นไฉน? กรรมที่บุคคลกระทำด้วยกายวาจาใจในบัดนี้นี่แหละเราเรียกว่ากรรมใหม่
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็ความดับกรรมเป็นไฉน? นิโรธที่ถูกต้องวิมุตติเพราะความดับแห่งกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมนี้เราเรียกว่าความดับแห่งกรรม"
สรุปแล้วก็คือตัวเรานี้แหละเป็นกรรมเก่าจากอดีตและตัวเราอีกนั่นแหละเป็นผู้สร้างกรรมใหม่และตัวเราอีกเช่นกันที่จะต้องรอรับผลกรรมที่เรากระทำไว้เมื่อการกระทำต่าง ๆ ที่เราได้กระทำไว้จะมีผลสืบเนื่องไปเป็นภพชาติในเบื้องหน้าศาสนธรรมจึงชี้ชัดให้เราได้รู้ว่าบาปกรรมเป็นของควรงดเว้นโดยประการทั้งปวงอีกทั้งยังต้องยุติการเกิดให้ได้ที่สุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิดจักมีได้อย่างไร?
ในเมื่อพวกเราได้กระทำกรรมชนิดนี้อยู่ตลอดวันและคืนพุทธ บริษัท ทั้งหลาย! ศาสนธรรมเกิดขึ้นมาในโลกเพื่อสิ่งนี้แหละพระพุทธเจ้าทรงรู้ปัญหาของมนุษย์ดีพระองค์จึงบอกว่าอุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่นนี้แหละเป็นปัจจัยให้เกิดภพชาติเราก็ต้องมาดูว่าเรายึดสิ่งใดไว้? พระพุทธเจ้าบอกว่าสัตว์โลกทั้งหมดล้วนแล้วแต่ยึดถือตัวตนของตนเองไว้จึงไม่พ้นจากการเวียนว่ายเลยต้องมาลอยคออยู่อย่างน่าสงสาร แต่สัตว์โลกก็ไม่เคยสงสารตัวเองเลย
ติดตามธรรมนาวา 8 ในช่วงหน้า



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น