ธรรมนาวา 8
นี่แหละที่ทำให้เรายึดอยู่กับร่างกายจนกลายเป็นอัตตาหรือตัวตนในความคิดของเราเองและเราก็ยึดอัตตาอันนั้นไว้ซึ่งแท้ที่จริงแล้วตัวตนชนิดนั้นมันไม่มีหรอกที่มีจริงนั้นมีเพียง แต่ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ อายตนะ 5 เท่านั้นที่มีอยู่สืบต่อไปอยู่ดำเนินไปอยู่ด้วยเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่คอยหนุนเนื่องเท่านั้นเองเมื่อเราไม่รู้เรื่องของธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ อายตนะ 5 เราจึงยึดภาวะทั้งทางกายและทางใจว่าเป็นเราเป็นตัวตนของเราแล้วกระทำกรรมต่าง ๆ ด้วยความยึดถืออยู่มันจึงมีภพชาติรอเราอยู่เมื่อเรารู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงแล้ววางมันได้ภพชาติก็จะถูกดับการพิจารณาค้นคว้าให้เข้าใจในความสืบต่อกันของธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ แล้วรู้เท่าทันเป็นทางแห่งการบรรลุถึงอภิมหาปัญญาอย่างยิ่งยอด
เมื่อพุทธ บริษัท ได้เข้าใจกระบวนการของกายกับใจชัดเจนดังนี้แล้วจึงได้เกิดปัญญารู้ขึ้นมาว่าไม่มีสัตว์ (นิสสตุต) ไม่มีบุคคล (นิชชีว) ไม่มีตัวตน (สุญญ) หรือสภาวะอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งอันมีอยู่ในร่างกายนี้ว่าเป็นเราเป็นตัวตนของเรามี แต่พลังแห่งอณูและปรมาณู” ที่รวมกันอยู่ในจิตนี้เท่านั้นที่เคลื่อนไหวไปมาอยู่โดยมีธรรมารมณ์เป็นปัจจัยหนุนเนื่องเมื่อรู้ชัดดั่งนี้แล้วเรายังจะทุบอกร่ำไห้คร่ำครวญเศร้าโศกอยู่หรือ? เมื่อขันธ์ ๕ แตกสลายธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วนำมาแสดงนั้นพระองค์ก็ทรงนำเรื่องของธรรมารมณ์นี้แหละมาแสดงว่าสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสรู้นั้นเป็นเพียงพลังงานแห่งอณูและปรมาณูเท่านั้นไม่ควรที่เราทั้งหลายจะยึดไว้ดังจะเห็นได้จากครั้งที่พระองค์ตรัสรู้ใหม่ ๆ พระองค์ทรงรำพึงว่า ... เหล่าสัตว์ผู้ยินดีแล้วด้วยความกำหนัดถูกกองแห่งความมืดหุ้มห่อแล้วจักไม่เห็นธรรมอันทวนกระแสซึ่งละเอียดลึกซึ้งลุ่มลึกเห็นได้ยากเป็นอณู
หากเป็นธรรมารมณ์ที่ดีจิตก็จะเก็บสะสมพลังดีนี้ไว้จนเกิดการรวมดวงเป็นรัศมีสว่างเจิดจ้าอันทรงพลังอยู่ภายในพลังที่ดีนี้พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่ากุศลเช่นพลังของทานศีลสมาธิปัญญาในทางตรงกันข้ามหากธรรมารมณ์ที่ไม่ดีผ่านเข้ามาในจิตพลังที่ไม่ดีก็จะถูกเก็บสะสมจนกลายเป็นพลังชั่วร้ายเช่นพลังของราคะโทสะโมหะพระพุทธเจ้ามักจะเรียกว่าเพลิงราคะเพลิงโทสะเพลิงโมหะเราจึงไม่สามารถจะรู้จักได้เองเลยว่าธรรมารมณ์อันไหนดีหรือร้ายเราจึงจะต้องอาศัยศาสนธรรมเป็นผู้ชี้ทางให้จิตเป็นที่เก็บกักพลังทั้งดีและไม่ดีไว้ที่
ตัวของจิตเองโดยอาศัยธรรมารมณ์ที่ผ่านเข้ามาทางตาหูจมูกลิ้นจิตธรรมารมณ์จึงเป็นปรมาณูแห่งจิตที่ไหลเข้ารวมกันเป็นพลังงานสะสมไว้ในจิตเมื่อปราศจากธรรมารมณ์เสียแล้วปรมาณูแห่งจิตก็สลายและจิตก็จะไม่มีอยู่อีกกระบวนการสืบต่อทั้งหลายก็สลาย แต่โดยความเป็นจริงแล้วธรรมารมณ์เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ตั้งอยู่เป็นสภาวะดั้งเดิมที่เรียกว่าฐิติภู * (ถิ-ติ-ภู-ตั้ง) ไม่ได้สลายไปไหนเพราะฉะนั้นสรรพสังขารทั้งหลายทั้งปวงทั้งที่เป็นกุศลและอกุศลล้วนแล้วแต่พร้อมที่จะเป็นปรมาณู
ของจิตได้เสมอมันขึ้นอยู่ที่ว่าช่องทางเข้าของธรรมารมณ์ที่ผ่านมาทางตาหูจมูกลิ้นกายจิตจะติดต่อเชื่อมโยงเกี่ยวข้องสัมผัสสัมพันธ์กับอะไรและเป็นสิ่งไหนสิ่งนั้นเป็นกุศลหรืออกุศลหรืออาจเป็นทั้งกุศลและอกุศลก็ได้ธรรมารมณ์ที่เกิดจากการเพ่งฌานอย่างเอกอุหรือสมาธิที่บำเพ็ญถึงขีดสุดแล้วจัดเป็นพลังปรมาณูของจิตที่ยอดเยี่ยมนักเพ่งฌานมักจะมีพลังจิตที่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ได้หลายรูปแบบแม้กระทั่งใช้พลังจิตทำลายล้างโลกนี้ทั้งใบได้ภายในพริบตาทันสมัยกว่าหัวรบนิวเคลียร์อีก
แต่นั้นก็ไม่ใช่จุดประสงค์ของศาสนธรรมเพราะถึงแม้จะมีพลังปรมาณูแห่งจิตที่ยอดเยี่ยมขนาดนั้นก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นผู้สงบอย่างแท้จริงคิดดูสิว่าระดับจิตขนาดนั้นยังไม่ชื่อว่าเป็นความสงบอย่างแท้จริงแล้วทำไมพุทธ บริษัท ถึงได้ตั้งหน้าตั้งตาขมีขมันทำกันเสียจริงหนอ? สำนักสอนทำฌานสมาธิมีเต็มเกลือนไปหมดมีสอนทั้งสมาธิระดับอนุบาลจนถึงขั้นของฌานมีหลักสูตรการทำฌานแบบครึ่งขันและเต็มขันและหลักสูตรทำสมาธิเจ็ดวันบ้างสิบห้าวันบ้างแถมบางสำนักออกใบประกาศนียบัตรให้ด้วยแล้วก็เอาใบประกาศนียบัตรนั้นนั่นแหละมาอวดกันโอ้หนอ! ศาสนธรรมมาถึงยุคที่เหลือ แต่ใบแล้วละหรือ
ติดตามธรรมนาวา 9 ต่อไปในโอกาสหน้า








ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น