#ปฏิปทาวัตร 4 โดยสามเณรจิตติศักดิ์ โสภาศรี ถอด



*...ตอนที่ ๔...*
เริ่มทำกัมมัฏฐาน
เริ่มท่องตั้งแต่คืนนั้นที่บวชวันแรก คืนนั้นก็เลยท่องท่องท่องๆๆๆๆ ท่องธาตุกัมมัฏฐาน ๔ จนหลับไปถึงเช้า หลับไปกับบทท่องธาตุ บทธาตุ ๔ มีดังนี้
ธาตุกัมมัฏฐาน ๔ ธาตุ ๔ คือ ธาตุดินเรียกปฐวีธาตุ ธาตุน้ำเรียกอาโปธาตุ ธาตุไฟเรียกเตโชธาตุ ธาตุลมเรียกวาโยธาตุ
ธาตุอันใดมีลักษณะแข้นแข็ง ธาตุนั้นเป็นธาตุดิน ธาตุดินที่มีในกายนี้คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า
ธาตุอันใดมีลักษณะเอิบอาบ ธาตุนั้นเป็นธาตุน้ำ ธาตุน้ำที่มีในกายนี้คือ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร
ธาตุอันใดมีลักษณะร้อน ธาตุนั้นเป็นธาตุไฟ ธาตุไฟที่มีในกายนี้คือ ไฟที่ยังกายให้อบอุ่น
ไฟที่ยังกายให้ทรุดโทรม ไฟที่ยังกายให้กระวนกระวาย ไฟที่เผาอาหารให้ย่อย
ธาตุอันใดมีลักษณะพัดไปมา ธาตุนั้นเป็นธาตุลม ธาตุลมที่มีในกายนี้คือ ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้องลมในไส้ ลมพัดไปตามตัว ลมหายใจ
ความกำหนดพิจารณากายนี้ให้เห็นว่าเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม มาประชุมกันอยู่ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เรียกว่าธาตุกัมมัฏฐาน


ท่องบทนี้ ท่องไปอย่างนั้นแหละ ไม่ได้ต้องการจะรู้ความหมายอะไร เพียงแต่มีความเข้าใจว่า ถ้าเราท่องไปอย่างนี้ได้ชื่อว่าเป็นการทำกัมมัฏฐานแล้ว ก็เลยท่อง ท่องจนหลับ ตื่นเช้ามาก็ท่องอีก เดินไปศาลาก็ท่อง ปัดกวาดศาลาอยู่ก็ท่อง จัดอาสนะฉันอยู่ก็ท่อง เดินบิณฑบาตก็ท่อง กลับจากบิณฑบาตก็ทอง ฉันอาหารก็ท่อง ล้างบาตรก็ท่อง ปัดกวาดลานวัดก็ท่อง สรงน้ำก็ท่อง เดินจงกรมก็ท่อง ท่องบทธาตุนี้จนถึงเวลาเข้านอน ตื่นเช้ามาก็ท่องต่อ ทำแบบนี้อยู่ประมาณ ๑๕ วัน เกิดความคิดขึ้นมาว่า “เอ๊ะ บรรดาธาตุกัมมัฏฐาน ๔ ที่เราท่องมานี้ ทำไมพระพุทธเจ้าจึงชี้คำว่าธาตุกัมมัฏฐาน ๔ เข้ามาสู่ร่างกายเรา ชี้มาที่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก คือเป็นเรื่องร่างกายของเราทั้งนั้น แต่ทำไมเราไม่เคยเห็นร่างกายเราเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม จริงๆเลย ได้แต่ท่องเฉย ๆ จึงเกิดความคิดว่า เราควรพิจารณาร่างกายให้เป็นธาตุ ๔ ตามบทที่เราท่อง จึงจะได้ชื่อว่าเป็นการทำกัมมัฏฐานอย่างแท้จริง จึงได้เริ่มพิจารณา
การพิจารณาครั้งแรกยากมาก เพราะเราไม่รู้จะคิดอย่างไรให้เห็นร่างกายเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม คิดได้ยากมาก ก็เลยเปรียบเทียบจิตประดุจดั่งตัวเราที่อาศัยอยู่ในโลกนี้ เปรียบเทียบขึ้นมาอย่างนั้น เรียกว่าอุปมาอุปไมยด้วยความเข้าใจของตนเองว่า จิตเปรียบประดุจดั่งตัวเราชีวิตเราที่อยู่ในโลกมนุษย์นี้ ดิน น้ำ ไฟ ลม (อันเป็นพื้นโลก) เป็นประดุจดั่งร่างกาย คือดินที่เราเหยียบย่ำอยู่นี่แหละประดุจดั่งร่างกาย พูดง่าย ๆ ว่าโลกทั้งใบนี้เหมือนเป็นร่างกายเรา จิตคือตัวเราที่เดินไปมาใช้ชีวิตความเป็นอยู่ในโลก นั่นก็คือตัวจิต เปรียบเทียบอย่างนั้นมองอย่างนั้น


ร่างกายนี้คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม จิตคือตัวเรา ตอนนั้นยังเข้าใจผิด คิดว่าจิตเป็นตัวเรา พิจารณาอย่างไรก็ไม่ชัดเจนอยู่ภายในตัวเอง แต่ก็อาศัยการพิจารณาอย่างนี้ไปก่อน กำหนดหมายอย่างนี้ไว้ในใจเรื่อย ๆ คำว่า “กำหนดหมาย” คือคิดถึงดิน น้ำ ไฟ ลม ภายนอกตัวเราว่าเป็นประดุจดังร่างกาย ส่วนจิตประดุจดังตัวเราที่อาศัยอยู่ในกาย เข้าใจว่าอย่างนั้น จะสุข จะทุกข์ จะดี จะชั่ว จะเป็นอะไรก็ตาม จิตดวงนี้เป็นผู้กระทำการต่าง ๆ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ได้เป็นผู้กระทำการใด ๆ เลย ตอนนั้นได้สรุปการปฏิบัติอย่างนั้น

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม