#ปฏิปทาวัตร *...ตอนที่ ๗...* เข้าใจคำว่าสมาธิ






*...ตอนที่ ๗...*
เข้าใจคำว่าสมาธิ
สภาพจิตขณะนั้นเหมือนอยู่กลางห้วงอวกาศ ไม่รู้ว่าอาการที่เป็นนี้คือสมาธิ แต่ก็เข้าใจว่า "อ๋อ ... นี่หรือเรียกว่าสมาธิ" ตอนที่จิตนิ่ง ๆ อยู่ว่าง ๆ อย่างนั้น ตอนแรกก็ยังไม่คิดอะไร เพราะไม่รู้จะคิดอะไรและไม่มีเรื่องให้คิด ให้คิดก็คิดไม่ออก เพราะมันอยู่กับความว่างเฉย ๆ อยู่ พอทิ้งระยะไปสักครู่หนึ่งจึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า“ สมาธิเป็นอย่างนี้เองเหรอ” ความคิดผุดขึ้น มันจึงวางอาการแห่งความว่างแล้วไปจับความคิดที่บอกว่า “นี่แหละที่เรียกว่าสมาธิ” พอเริ่มจับความคิดมันก็ถึงความรู้สึกเข้ามาสู่ฐานกาย วิถีของกาย เกิดมีความรู้สึกรับรู้ภายในกายขึ้นมา จากนั้นการรับรู้รับทราบภายในตนเหมือนคนปกติ
ตอนที่จิตดิ่งลงไปนั้นเวลาราว ๆ สองทุ่ม จนกระทั่งกลับมาสู่ภาวะปกตินี้เป็นเวลาตีหนึ่ง รวมแล้วประมาณ ๕ ชั่วโมง แต่ความรู้สึกเหมือนแป๊บเดียว ไม่ได้นานอะไรเลย ที่นี้ก็เกิดความเข้าใจว่า “สมาธิเขาทำกันอย่างนี้เองเหรอ” พอจิตกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วก็รู้สึกว่าไม่กลัวอะไรเลย ปกติจะเป็นคนกลัวผี แต่นี่ไม่กลัวความกลัวหายไป รู้สึกจิตมีกำลัง มีความกล้าหาญมาก
เทียบกับตำรา


จากนั้นก็นั่งพิจารณาสมาธิที่เกิดกับตนเอง เริ่มเปรียบเทียบกับตำราว่าที่ปฏิบัติเข้าไปถึงนั้นเป็นสมาธิประเภทใด การปฏิบัติของเราจะเทียบเคียงกับความรู้ในตำราเสมอ เพื่อป้องกันความหลงผิดและเพื่อตอบข้อสงสัยภายในจิตของตนเอง ไปถามใครก็คงไม่มีใครสามารถตอบให้ได้ เพราะเป็นสิ่งที่รู้ภายในตน จะเล่าให้ใครฟังก็คงเล่าได้ยาก อาจจะเล่าได้แต่การเข้าถึงของคน ๆ นั้นจะเข้าถึงเข้าใจได้แค่ไหนซึ่งคงให้คำตอบแก่เราได้ไม่มากนัก
จึงได้เปรียบเทียบกับคำสอน โดยเปรียบเทียบกับองค์ฌานหรือองค์สมาธิว่า วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา อันนี้คือปฐมฌาน วิตก วิจาร คือยังมีความคิดอยู่ ในปฐมฌาน (ฌานที่ ๑) นี้ความคิดที่เกิดเป็นความคิดที่ปราศจากอกุศล เป็นจิตที่มีกุศลรองรับ ในขณะที่เราจับความคิดอยู่เป็นวิตก วิจาร ปีติ สุข ปีติคือความพอใจที่จะทำอย่างนั้น สุขก็คือความไม่กระวนกระวายใจ มีความสงบระงับอยู่และมีความเป็นหนึ่งในการจับความคิดในการนพิจารณา
ทุติยฌาน (ฌานที่ ๒) คือไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร คือตอนที่ปรากฏเป็นนิมิตนั้น ไม่ใช่วิตก ไม่ใช่วิจาร เหมือนกับว่าวิตก วิจาร เขาทำหน้าที่ให้นิมิตเกิดแล้ววิตก วิจาร ก็หายไป เมื่อจิตรับทราบในนิมิตอย่างต่อเนื่อง ก็จะเกิดเป็นปีติ สุข และเอกัคคตา พอถึงตอนที่จิตพุ่งดิ่งลงไป นิมิตก็เริ่มหายไป (ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ไม่มีปีติ) มีแต่ภาวะสุขอันละเอียดและเอกัคคตา คือความมีจิตเป็นหนึ่ง (ตติยฌาน)
จตุตถะฌาน (ฌานที่ ๔) ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ไม่มีปีติ ไม่มีสุข มีแต่เอกัคคตา โดยในฌานที่ ๔ นั้นในแบบกล่าวไว้ชัดเจนเลยว่า ลมหายใจดับคือจะไม่ถูกปรุงแต่งด้วยกายสังขาร ไม่เกี่ยวกับลม แต่ตอนนั้นจะรู้ลมชัด ลมเข้าลมออกชัดเจน ซึ่งไม่เคยทำอานาปานสติมาก่อน แต่ก็รู้ลมเข้าออกชัดเจน เมื่อลมดับปั๊บและจิตลงไปสู่ความว่างก็ปราศจากลมหายใจ พอเปรียบเทียบขึ้นมาก็เข้าใจว่า เราน่าจะมาถูกหลักวิธีการปฏิบัติแล้ว ก็เลยเพียรที่จะทำอย่างนั้นจิตก็เป็นอีกและก็เพียรทำอีก
[ โดย จารุวณฺโณ ภิกฺขุ ]
#ติดตามตอนต่อไปด้วยนะครับ โดยสามเณรจิตติศักดิ์ โสภาศรี

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม