#ปฏิปทาวัตร *...ตอนที่ ๘...* ติดสมาธิ
ติดสมาธิ
แต่พอเพียรทำอีกอยู่เรื่อย ๆ เพื่อให้เกิดสมาธิเหมือนเคย มีความอยากที่จะให้จิตเป็นสมาธิอยู่ตลอด แต่กลับมีการเปลี่ยน ไม่ได้เป็นอย่างเดิม เปลี่ยนจากการที่ดิ่งลงไปสู่ความว่างคือเกิดเป็นนิมิตแบบใหม่ขึ้นมาเป็นพื้นแผ่นดิน เห็นเป็นพื้นดินแล้วจิตเราก็ดิ่งพุ่งลงไปในพื้นดิน พื้นดินก็แหวกออก ๆ ๆ ๆ และลึก ๆ ๆ ลงไปเรื่อย ๆ จิตก็ดิ่งลงลึกไปในแผ่นดิน ครั้งนี้ดิ่งลงไปแต่ไม่ถึงที่สุด ก็คิดว่า “เอ ... ทำไมมันลึกลงไปในดินเรื่อย ๆ ไม่ถึงที่สุดสักที”
ตอนนั้น (ครั้งแรก) จิตดิ่งลึกลงไปในหน้าอก แต่อันนี้ลึกลงไปในดิน เกิดความคิดความกลัวอะไรบางอย่างขึ้นมา ถ้าลงไปใต้ดินต้องเป็นนรกแน่ ทำไมจึงต้องลงไปในดินลึกอย่างนี้ ลึกจนไม่สามารถกำหนดได้ว่าลึกเท่าไหร่ จึงเกิดความวิตกกังวลขึ้นมาว่า ถ้าลงลึกไปกว่านี้แล้วกลับคืนมาไม่ได้จะทำอย่างไร ก็เลยไม่อยากจะลงไปในผืนแผ่นดินนี้ จึงได้กำหนดจิตนึกให้จิตพุ่งขึ้นด้านบน ต้องการให้กลับมาอยู่ในร่างกายตนเอง จิตก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว พื้นดินที่แหวกออกก็หุบเข้า ๆ ๆ ๆ แต่จิตกลับพุ่งขึ้นข้างบนไปท้องฟ้า
พอจิตพุ่งพ้นพื้นดินเท่านั้นเอง จิตไม่ได้เข้ามาอยู่ที่กาย กลับพุ่งเลยร่างกายขึ้นไป ไปอยู่เหนือท้องฟ้า เห็นท้องฟ้ากว้างขวางไร้ขอบเขต เป็นว่าง ๆ อยู่ มีเมฆลอยที่เป็นลักษณะไอ ระเหยอยู่เต็มไปหมดจิตไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น ได้พุ่งขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ ก็เห็นแต่ความว่าง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ อย่างเดียว จิตยังพุ่งไม่หยุด พุ่ง ๆ ๆ ไปอีกอยู่ตลอดเวลา เราก็ “เอ๊ะ... ทำไมพุ่งไปไม่หยุดแบบนี้” เลยบังคับจิตว่า “หยุด” จิตก็เลยหยุดนิ่งอยู่กลางท้องฟ้า พอจิตนิ่งอยู่ก็มีความสว่างจ้าไปหมดทั่วบริเวณท้องฟ้า ท้องฟ้าขาว จ้า ใส จึงคิดไปว่า “ถ้าเป็นแบบนี้เราจะกลับมาสู่ร่างกายได้อย่างไร” พอคิดในเวลานั้นก็เลยนึกถึงท่านั่งว่าเรานั่งอยู่ในท่าไหน ตอนแรกนึกถึงกุฏิก่อน กุฏิของเราอยู่ไหน จึงมีภาพกุฏิขึ้นมา จากนั้นก็นึกถึงท่านั่งว่าเรานั่งแบบไหน นั่งอย่างไร นั่งอยู่ที่กุฏิ พอนึกถึงท่านั่งปั๊บ ความรู้สึกทั้งหมดก็กลับมาอยู่ที่ร่างกาย พรึบเข้ามาเลย เข้ามารวดเร็วมาก จึงเกิดความรู้สึกตัว พอเกิดความรู้สึกตัวแล้วก็เข้าใจว่าวิธีการที่จะทำให้จิตอยู่กับตัวคือการระลึกอยู่ในกาย และเข้าใจเอาเองว่าการปฏิบัติของตนเองทั้งหมดนั้นเป็นวิธีการที่ถูกแล้วในเวลานั้น
อาตมาพยายามทำสมาธิอยู่ตลอดเวลา พยายามจับความคิดที่ว่าร่างกายเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลม จับอยู่กับความคิดและพิจารณาอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา จิตก็สลับกัน บางทีก็ลงไปสู่ความว่าง บางที่ก็พุ่งไปนั่นพุ่งไปนี่ ตามแต่อาการแห่งจิตที่จะเป็นไป ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่ทราบและไม่ฉลาดพอในเรื่องของจิตเป็นอยู่อย่างนี้ จนใกล้จะออกพรรษา ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นเรื่องของ “มิจฉาสมาธิ " นะ ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นมิจฉาสมาธิ จนใกล้จะออกพรรษา เกิดความรู้สึกว่า ปัญญาที่รู้ทั่วถึงธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระศาสดาของศาสนานี้ยังไม่เกิดขึ้นตามที่เราได้อธิษฐานเลย ก็เลยมีความวิตกขึ้นมาว่า “เอ... เรายังทำไม่เพียงพอหรือ?”
จึงเร่งความเพียรในการปฏิบัติที่จะทำให้เพียงพอ นอนวันละ ๑ ชั่วโมง จริง ๆ ก็นอนวันละ ๑ ชั่วโมงมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เพิ่มเข้าไปอีกว่าให้ฉันอาหารวันละ ๕ คำพอ ไม่ให้ฉันมากไปกว่านี้ ก็กำหนดไว้ ๕ คำหยุด ๕ คำต้องหยุด ไม่เกินนั้น ร่างกายก็เริ่มผอมลง ผอมลง ๆ ๆ ๆ ๆ จนร่างกายนี้เมื่อก้าวเดินก็จะเซทันที แต่ความรู้สึกภายในจิตมีความเบา สบาย เดินไปเหมือนเท้าไม่ติดพื้น แต่ยังทรงร่างกายไว้ได้ รู้สึกว่าร่างกายนี้ผอมลงเรื่อย ๆ
[โดย จารุวณฺโณ ภิกฺขุ]
#โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยนะครับ โดยสามเณรจิตติศักดิ์ โสภาศรี


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น