#ปฏิปทาวัตร *...ตอนที่ ๖...*

*...ตอนที่ ...*

หาวิธีทำสมาธิ

           ตอนนั้นเข้าใจว่าตนเองชักจะฟุ้งซ่านแล้ว เพราะควบคุมความคิดไม่อยู่ ควบคุมการพิจารณาไม่ได้ ทำอย่างไรจึงจะสามารถหยุดการพิจารณาอย่างนี้ได้ หยุดความฟุ้งซ่านอย่างนี้ได้ ก็เลยเข้าใจว่าจะต้องทำสมาธิ คำว่าทำสมาธินี้จะโยงเข้ามาถึงเรื่องสมาธิว่า สมาธิมี ประเภท คือสัมมาสมาธิกับมิจฉาสมาธิ 

            สมาธิที่ทำในเวลานั้นตอนแรกจะเป็นมิจฉาสมาธิด้วยไม่ทราบว่าเป็นมิจฉาสมาธิ โดยจับหลักเกณฑ์การทำสมาธิจากหนังสือของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสีได้ใช้วิธีการในหนังสือเป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดหมายจิตเพื่อให้เกิดสมาธิ โดยอาศัยหลักที่หลวงปู่เทกส์ท่านกล่าว เมื่อได้อ่านหนังสือหลักการทำสมาธิของท่านแล้ว ก็ได้ประมวลผลออกมาเป็นความรู้ (ตามความเข้าใจ) ของตนเองว่า #หากอยากจะทำสมาธิได้ต้องจับจิตให้ได้ 

             จริง แล้ว ในหนังสือไม่ได้กล่าวข้อความนี้  แต่เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นกับตนเองหลังจากที่ได้อ่านหนังสือของท่านแล้ว ตอนนั้นได้ความเข้าใจว่าหากอยากจะให้จิตเป็นสมาธิต้องจับจิตให้ได้การที่จะจับจิตได้นั้นไม่ใช่ของง่ายเป็นของยากมาก หากจะจับจิตให้ได้ต้องจับที่ความคิดได้ความเข้าใจนี้เป็นหลักเกณฑ์เพื่อที่จะเอาไปทำสมาธิ ก็เลยเข้าใจว่าอ๋อ ... ถ้าจะทำสมาธิต้องจับที่ความคิดจึงจะจับจิตได้ แล้วจะเป็นสมาธิเอง เราไม่ต้องไปถามหาสมาธิแล้วเพราะสมาธิอยู่ที่การจับความคิดให้ได้เท่านั้นเอง 



            

ตอนนั้นก็มีความคิดของจิตที่คิดพิจารณาร่างกายเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลมอย่างไม่หยุดหย่อน เป็นอัตโนมัติ แต่ก่อนนี้เราปล่อยให้มันคิด เราไม่ได้จับความคิด ก็เลยตั้งใจว่า #คราวนี้จะจับความคิด จึงมานั่งจับความคิดที่คิดอยู่ พอความคิด (การพิจารณา) ผุดขึ้นมา ก็มองดูความคิดที่พิจารณากายอยู่ จึงได้ทราบว่า #ความคิดนี้ก็คือการทำงานของจิต ก็เฝ้าดูความคิดที่เป็นอัตโนมัตินั้น เปรียบเสมือนกับการมองดูการทำงานที่คนอื่นกำลังทำ 

           ในการจับความคิดนี้ จับได้ประมาณ ๑๕ นาที ก็รู้สึกรับรู้กับลมหายใจที่เข้าออกอยู่ รู้สึกชัดเจนขึ้นเรื่อย จนกระทั่งเห็นลมหายใจผ่านเข้าออกอย่างชัดเจน ทำให้จิตอยากจะเปลี่ยนจากการจับความคิดไปจับที่ลมหายใจแทน เพราะเห็นลมเข้าลมออกเด่นชัดมาก แต่ก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาว่าหากจับจิตไม่ได้สมาธิก็ไม่เกิด อย่าให้ความรู้สึกในลมหายใจเบี่ยงเบนจิตให้ออกจากงานจับความคิดจึงได้ตั้งใจจับดูความคิดที่พิจารณากายต่อ แต่จิตก็ยังรู้ลมหายใจเข้า-ออกไปด้วย แม้จะไม่ตั้งจิตสนใจรู้ลมก็ตาม จิตก็รู้ได้เอง สักพักก็เริ่มรู้ตัวทั่วพร้อมในกาย รู้ชัดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

            ได้ปรากฏเป็นภาพนิมิตที่อยู่นอกเหนือความคิดขึ้นมา ในนิมิตนั้นเห็นร่างกายตนเอง (ขณะนั้นอยู่ในท่านั่งสมาธิ) เป็นภาพนิมิตผุดขึ้นมาครึ่งตัว ไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ สักพักตรงกลางหน้าอกก็ค่อย แหวกออก แหวกออก และจิต (จะเรียกจิตหรืออะไรก็ได้) คือตัวเราทั้งตัวพุ่งเข้าไปที่หน้าอกที่แหวกออกมานั้น มันเป็นของมันเอง ตอนนี้จะเป็นเรื่องที่แยกให้ได้เห็นชัดเจนว่า สภาพนิมิตอันหนึ่ง แล้วผู้พิจารณาในนิมิตอันหนึ่ง 

            ผู้พิจารณานิมิตนั้นดิ่งเข้าไปอยู่ในนิมิต คือสิ่งเข้าไปในภาพเห็นซี่โครงหน้าอกเป็นซี เห็นเนื้อแดง เห็นหัวใจเต้นฉุบฉับ จิตพุ่งลงไปตรงกลางหน้าอกนั้นแหละ เข้าไปตรงหัวใจ เป็นภาพนิมิตนะ ผู้พิจารณานั่นแหละที่พุ่งเข้าไปทั้ง ที่ผู้พิจารณาไม่มีตัวตนใด ทั้งสิ้น มีแต่ภาวะรู้รู้ว่าพิจารณาอยู่




             พอจิตพุ่งเข้าไปปั๊บ ก็มีลักษณะอาการเหมือนกับคนตกเหว ตกลิ่ว ลงอย่างรุนแรงมากและเร็วมาก แต่ไม่ได้รู้สึกหวาดวิตก ไม่รู้สึกกลัว ไม่รู้สึกตื่นเต้น จิตก็นิ่ง อยู่ พอจิตพุ่งลิ่ว ลงไป ถึงที่สุดก็เกิดเป็นความรู้สึกวาบหนึ่งขึ้น มีลักษณะของการวาบปรากฏออกมาเป็นแสงจ้า ครู่เดียวแสงก็หายไป จากนั้นก็ว่างหมดเลยที่นี่ ว่าง ... มีแต่ความว่าง ขาดการรับรู้ทางกาย หมดการรับรู้ในกายทั้งหมด ไม่รับรู้สภาพภายนอกเลย จิตก็นิ่งว่างอยู่ไม่มีการกำหนดเวลา ลักษณะที่นั่งว่างอยู่อย่างนั้นเป็นความว่างแบบปราศจากขอบเขต ไม่มีขอบเขตขึ้นในเวลานั้น ไม่มีเบื้องบน ไม่มีเบื้องล่าง ไม่มีเบื้องหน้า ไม่มีเบื้องหลัง ไม่มีซ้าย ไม่มีขวา ไม่มีภาวะใด กำหนดหมายให้เราได้รับรู้ว่า มันอยู่ตรงไหน มันอยู่ที่ไหน ที่ใด มันก็นิ่ง ว่าง ของมัน ไม่ปรากฏสภาพของการเป็นดวงจิตดวงใด เป็นแต่ความว่าง ที่ปรากฏอยู่ ไม่มีลมหายใจ สภาพทางกายทั้งหมดไม่มีการรับรู้อะไรทั้งสิ้น แต่รู้อยู่เฉพาะกับความว่าง

[ โดย จารุวณฺโณ ภิกฺขุ ]

#รอติดตามตอนต่อไปนะครับ

#อนุโมทนาที่เข้ามาอ่านครับ โดยสามเณรจิตติศักดิ์ โสภาศรี

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม