#ปฏิปทาวัตร *..ตอนที่ ๑๓..*
อธิษฐานจงกรม
เมื่อคิดเช่นนั้นแล้ว จึงนั่งทบทวนคำเทศน์ของหลวงปู่ แล้วพิจารณาว่าบรรดาข้อปฏิบัติทั้งหมดที่เป็นไปเพื่อการตรัสรู้หรือเพื่อการรู้ธรรมนั้น เราควรจะใช้หลักธรรมข้อใด จึงคิดค้นหาหลักธรรมทั้งหมดเท่าที่เคยได้เรียนรู้มา เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนในครั้งพุทธกาลตั้งแต่วันที่พระองค์ตรัสรู้จนถึงวันปรินิพพาน มีธรรมข้อหนึ่งผุดขึ้นมาเป็นภาษาบาลีว่า “มัชฌิมาปฏิปทา”
จึงพิจารณาได้ความว่า #การเดินสายกลางเท่านั้นที่จะทำให้เกิดการปฏิบัติอันเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นได้ ซึ่งทางสายกลางนั้นก็คือมรรค ๘ นั้นเอง ก็เลยอธิษฐานว่า “เราจะจงกรมพิจารณามรรค ๘ จนแจ่มแจ้งแก่ใจของตน หากไม่แจ่มแจ้งขึ้นมาในใจ เราจะไม่หยุดเดินจงกรมเด็ดขาด จึงได้ยกเอามรรค ๘ มาเป็นที่ตั้งแห่งการพิจารณา เดินจงกรมพิจารณามรรค ๘ กลับไปกลับมา เมื่อพิจารณามรรค ๘ ใน แต่ละข้อตั้งแต่สัมมาทิฏฐิจนถึงสัมมาสมาธิ ก็ได้เนื้อความว่า
การดำเนินตามมรรค ๘ นั้น จะต้องดำเนินตามมรรคข้อ ๑ คือสัมมาทิฏฐิก่อน จึงจะถูกต้องตามหลักแห่งมรรค แต่สิ่งที่เราทำมาตั้งแต่แรกเริ่มนั้น เรากลับไปทำข้อสมาธิก่อน สมาธิที่ทำก่อนจึงมีผลกลายเป็นมิจฉาสมาธิ คือเป็นสมาธิที่ไม่มีสัมมาทิฏฐิรองรับ เปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ ต้องปลูกโดยเอารากลงพื้นดิน ไม่ใช่เอายอดลงพื้นดิน จากนั้นจึงมาทำความเข้าใจเรื่องมรรค ๘ ว่าสัมมาทิฏฐิคืออะไร ก็ได้เทียบเคียงตามแบบที่เรียนมาว่า สัมมาทิฏฐินั้นต้องเห็นทุกข์ เห็นเหตุให้เกิดทุกข์ เห็นความดับทุกข์ และเห็นทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ จึงพิจารณาต่อว่า เห็นทุกข์นั้นคือเห็นอะไร ตามแบบก็กล่าวไว้ว่า เห็นธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ อายตนะ 5 ตามความเป็นจริง เรื่องของการรอบรู้ในธาตุ ๔ นี้อาตมาชำนาญมาแล้ว จึงกำหนดได้ในทันที่ว่า “นี่คือทุกข์ (ทุกขสัจจะ)”
ที่ว่าเห็นเหตุให้เกิดทุกข์นั้นคือเห็นอะไร ก็เกิดมีความรู้ตอบขึ้นมาว่า คือการเห็นตัณหา (ความอยาก) ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับทุกข์ (ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๖) หมายถึงการหยั่งเห็นอาการแห่งกายกับจิตที่เกิดมาจากตัณหาอันมีในภพก่อน จึงไม่ควรสร้างเหตุ (ตัณหา) แห่งทุกข์ใหม่เพิ่มเติมจากเหตุเดิมที่ส่งผลอยู่ก่อนแล้ว จึงกำหนดตัณหาไว้ว่า เป็นเหตุแห่งทุกข์ (สมุทัยสัจจะ)
จึงได้พิจารณาต่ออีกว่า เห็นความดับไปของทุกข์ก็คือเห็นอะไร? ก็มีคำตอบที่เกิดจากการหยั่งทราบขึ้นมาว่า คือการเห็นความดับไปของตัณหา เพราะตัณหาดับ ทุกข์ก็ดับไปด้วย หากตัณหาไม่ดับ ทุกข์ก็ดับไม่ได้ จึงได้พิจารณาข้อเท็จจริงภายในตนว่า เรามีตัณหาหรือเปล่า (ในขณะนั้น) ก็มองไม่เห็นอาการแห่งตัณหาเกิดในใจ แต่ว่า... ทำไมเรายังมีความรู้สึกว่าเรายังมีทุกข์อยู่ นี่เป็นเพราะอะไร?
ตามแบบกล่าวไว้ว่า “หากไม่มีตัณหา ทุกข์ก็ไม่มี ตอนนี้เราก็ไม่มีตัณหา แต่ทำไมทุกข์มันยังมีอยู่” จึงมีคำตอบขึ้นมาว่า “ทุกข์ที่เป็นอยู่นี้คือทุกข์เดิม เรียกว่าทุกข์แท้ เป็นผลมาจากตัณหาที่มีมาจากภพก่อน แก้ไขไม่ได้ มีแต่ต้องยอมรับ ที่ท่านให้แก้นั้น คือตัณหาที่เกิดจากทุกข์เดิมที่เป็นตัวบีบคั้นให้เกิดทุกข์เพิ่ม ตรงนี้คือสิ่งที่จะต้องแก้ หมายถึงให้ “ละ” นั่นเอง ส่วนทุกข์เดิมที่มีอยู่ ก็ให้มีไป เพราะทุกข์เดิมนั้นเป็นสัจจะแท้ ให้เห็นความไม่มีตัณหานั้นแหละไปเรื่อย ๆ เรียกว่า เห็นความดับไปของทุกข์ (นิโรธสัจจะ)
พอคลายความสงสัยแล้ว ก็พิจารณาต่อว่า แล้วที่ว่าเห็นมรรคนั้นคือเห็นอะไร? จิตจึงหยั่งทราบเข้าไปในข้อมรรค ได้คำตอบว่า “เห็นมรรคนั้นคือการเห็นข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์นั้นก็คือการเห็นทุกข์ เห็นตัณหาที่เกิดเพราะทุกข์ว่าเป็นเหตุให้เกิดทุกข์เพิ่ม เห็นความลับของตัณหาอยู่เรื่อย ๆ ความเห็นทั้งหมดนี้คือมรรค ก็ได้เข้าใจอย่างนั้น
#การปฏิบัติข้อมรรคต้องปฏิบัติอยู่ในกรอบนี้ เพราะถ้าสัมมาทิฏฐิมรรคบริบูรณ์ สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา ฯลฯ สัมมาสมาธิจะเป็นของบริบูรณ์เอง หมายถึงว่า หากเราเจริญสัมมาทิฏฐิได้ถูกต้อง เราก็จะได้สัมมาสมาธิที่ถูกต้อง สมาธิจะไม่เป็นมิจฉาสมาธิเด็ดขาด จึงได้เนื้อความแห่งการพิจารณาที่เข้าใจง่ายสำหรับตนเองขึ้นมาในเวลานั้น...

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น