#ปฏิปทาวัตร *..ตอนที่ ๑๙..*
วันหนึ่งนอนหลับกลางวันอยู่ เห็นหลวงตามหาบัวมา มาหาในฝัน บอกว่า “สบาย ๆ แบบนี้แหละมันคือความประมาท” ทำให้สะดุ้งตื่นขึ้นมา สงสัยว่าทำไมมีเสียงหลวงตามหาบัวขึ้นมาได้ จึงได้ไปขอเทศน์หลวงตามหาบัวจากยายและตาของเจ้าอาวาสวัดมาฟัง ฟังเทศน์หลวงตาก็นึกตำหนิหลวงตาอยู่ว่า เทศน์ไปด้วย เคี้ยวหมากไปด้วย ทำให้ฟังเทศน์จับข้อความได้ไม่ชัดเจน “เอ... ท่านจะเคี้ยวหมากทำไมหนอ ทำไมไม่เทศน์ก็คือเทศน์ไปเลย” ไปใส่ใจอยู่แต่ว่าหลวงตาเคียวแต่หมาก กลายเป็นว่าไม่ได้ฟังเทศน์ของท่าน ฟังแต่ความคิดของตนเองที่ไปตำหนิท่านอยู่ ก็ท่านเคียวหมากเทศน์แล้วมันฟังไม่ชัดนี่นา
ขณะที่ฟังก็ตำหนิท่านแต่เรื่องนี้ จิตก็เกิดวุ่นวายขึ้นมานิดหน่อย จึงมาพิจารณาว่า “อันนั้นเป็นธรรมชาติของท่าน ถ้าเราจะฟังเพื่อจับเอาความผิดในกิริยาของท่านแล้ว เราก็ได้ผิดและได้โทษเท่านั้นเอง เราควรจะฟังเนื้อหาแห่งธรรมที่ท่านเทศน์มากกว่า” จากนั้นก็ฟังไป ๆ ๆ ๆ ๆ เดินจงกรมใส่ซาวด์อเบ้าท์ฟังท่านไป เดินจงกรมกลับไปกลับมาก็ฟังไป เสร็จม้วนหนึ่งก็ฟังม้วนสอง เสร็จม้วนสองก็ฟังม้วนสาม ต่อ ๆ กันไป กลายเป็นเดินจงกรมแบบเพลิน ๆ เลยที่นี้
การเดินจงกรมบางครั้งเราก็ไม่ต้องทำความพากเพียรอะไรมากนะ คล้าย ๆ กับว่าการเคลื่อนไหวบางอย่างจะไปปลุกจิตขึ้นมาให้รับรู้ในสิ่งที่เราได้ยินได้ฟัง ซึ่งเวลานั้นได้ฟังเทศน์ของหลวงตามหาบัวอยู่ ถึงแม้การฟังจะยังไม่เพิ่มพูนสติปัญญามากเท่าไหร่คือจิตเราก็ยังไม่ฉลาดพอ แต่อย่างน้อยก็ได้ปลุกจิตขึ้นมาให้ได้รับรู้รับทราบการฟังธรรมะ จิตก็สงบ ๆ ๆ ๆ อยู่ในตัวเอง แต่ในความสงบนั้นเป็นความสงบแบบรอคอยที่จะจับประเด็นอะไรสักอย่างหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในจิต ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่ฉลาดพอที่จะดูการเกิด-ดับ
ฟังเทศน์หลวงตาอยู่อย่างนั้นจนถึงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ รู้สึกว่าจิตมันอยู่กับความสงบเฉย ๆ โดยไม่มีปัญญา จึงเกิดความรู้สึกว่าไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติ ตอนนั้นก็เคยคิดว่าจะลาสิกขาเหมือนกัน เพราะคิดว่าคงปฏิบัติไปไม่ได้มากกว่านี้ จึงไปกราบลาพระอนุสาวนาจารย์หลวงพ่อสวัสดิ์ พอจะบอกท่านว่าจะลาสิกขา ท่านก็เอาหนังสือหลวงปู่มั่นมาให้เล่มหนึ่ง โดยบอกว่ามีพระมาจากวัดหนองผือนาใน ๒ รูป ได้เอาหนังสือของหลวงปู่มั่นมา ๒ เล่ม ท่านต้นเอาไปอ่านเล่มหนึ่งนะ อาตมาก็เลยรับเอามาอ่าน
ได้อ่านเจอบท “ปฏิปัตติปุจฉาธรรม” โดยธรรมบทนี้ได้กล่าวถึงการถาม-ตอบเกี่ยวกับการเกิด-ดับของขันธ์ ๕ ได้เกิดความเข้าใจจากการอ่านขึ้นมาว่า “หากใครไม่รู้ชัดซึ่งการเกิดและการดับของขันธ์ ๕ ก็ไม่มีทางรู้สัจธรรมได้” รู้สึกสะดุดอยู่ตรงนี้คือเรื่องการเกิด-ดับของขันธ์ ๕ พอถึงช่วงเวลาก่อนจะถึงวันมาฆบูชาประมาณ ๑๕ วัน ช่วงนั้นได้นำเรื่องขันธ์ ๕ มาขบคิดศึกษาทำความเข้าใจในรายละเอียดให้กระจ่างยิ่งขึ้น โดยพยายามจับดูอาการเกิดอาการดับของขันธ์ ๕ จนสามารถรู้การเกิดการดับทันต่ออาการของขันธ์ จึงเฝ้าดูอาการเกิด-ดับของขันธ์ ๕ ให้รู้เห็นแบบไม่ให้คลาดเคลื่อน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น