#ปฏิปทาวัตร *..ตอนที่ ๑๖..*
จากนั้นก็พยายามหาสิ่งที่จะมาเป็นที่ยึดมั่นทางใจ อะไรที่จะเป็นที่ยึดมันทางใจให้กับเรา ก็ไปคุกเข่าก้มลงกราบพระประธาน กราบแล้วมององค์พระพร้อมอธิษฐานว่า “ขอท่านจงเป็นที่พึ่งทำให้เกิดความสงบระงับทางใจให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด” ก้มลงกราบแล้วก็ยังไม่เกิดความสงบระงับ นั่งสมาธิยังไงก็ไม่เกิดความสงบ ยิ่งวุ่นวายกว่าเดิม ยิ่งปันป่วน จิตใจรวนเร ล่องลอยหาที่ยึดเหนี่ยว หาที่รองรับไม่ได้ เหมือนนุ่นที่ถูกลมพัดปลิวไปตามวิถีของอารมณ์ เพ่งมองดูหน้าพระพุทธรูปเพื่อให้ใจสงบก็ไม่สงบ อารมณ์ปั่นป่วนอยู่ภายในหัวใจ เกิดความเดือดร้อนอึดอัดคือทรมานใจมากในเวลานั้น จะทำอย่างไรดีหนอ จึงเข้าไปในห้องแล้วตั้งคำถามขึ้นว่า “หากในโลกนี้ยังพอมีที่พึ่งอยู่ ที่พึ่งนั้นคืออะไร ข้าพเจ้าขอพึ่งสิ่งที่มีอยู่ในโลกที่จะสามารถพึ่งได้จริง ๆ อะไรที่สามารถพึ่งได้จริง ๆ จะขอพึ่งสิ่งนั้น”
ตอนนั้นจิตต้องการหาที่พึ่งจริง ๆ จะขอพึ่งอันที่พึ่งได้ อันที่พึ่งไม่ได้ไม่ขอพึ่ง ทำให้เรามองเห็นว่าสิ่งที่เราเคยพึ่งมา แต่ก่อนนี้ตามรูปแบบของประเพณี ไม่ว่าจะเป็นการพึ่งรูปเคารพ รูป เหรียญ เครื่องราง ของขลัง หรือความเข้าใจในพระรัตนตรัยที่ถูกปลูกฝังมานั้น เคยพูดอย่างนั้นแต่ไม่สามารถพึ่งได้ และไม่ให้การพึ่งที่แท้จริงได้ ในโลกนี้ยังพอมีอะไรที่จะเป็นที่พึ่งได้จริง ๆ ไหม ถ้าพอมีก็จะขอพึ่ง ถ้าไม่มีก็จะไม่พึ่งอะไรเลย คิดอยู่อย่างนั้น คิดย้ำ ๆ ๆ ๆ ๆ อยู่อย่างนั้น ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเป็นคำตอบให้แก่ตนเอง จนรู้สึกอ่อนใจ ท้อแท้ จึงคิดว่าคงต้องลาสึกแน่ ๆ ไม่สามารถที่จะอยู่ต่อไปได้อีก
พอคิดแบบนั้นก็เกิดมีเสียงผุดดังขึ้นมาว่า “พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งมาแต่ไหน แต่ไรแล้ว ทำไมไม่พึ่ง” เป็นเสียงก้องดังกังวานมาก ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเสียงมาจากไหน อันนี้อาจจะเป็นเรื่องลึกลับหรือลี้ลับในความรู้สึก แต่ตอนนั้นนึกประหลาดอยู่เหมือนกันว่า “เอ๊ะ...เสียงนี้มาจากไหน” เหมือนดังออกจากใจเรา แต่จริง ๆ ก็ไม่ใช่ เหมือนกับหูได้ยินจริง ๆ เหมือนเสียงนี้ดังออกมาจากใจ แต่ทำไมจึงได้ยินที่หู เหมือนมีคนมาพูดที่หู แต่เสียงก้องกังวาน เสียงดังใหญ่ไม่เหมือนเสียงทั่ว ๆ ไปของคน
พอได้ยินเสียงว่า “พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ทำไมไม่พึ่ง” เราก็คิดว่าทำไมจะไม่พึ่ง พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เราก็พึ่งมาแต่ไหนแต่ไรแล้วเหมือนกัน ทำไมจะหาว่าเราไม่พึ่ง ก็มีเสียงตอบว่า เราไม่ได้พึ่งจริง ๆ ในความหมายที่พูดออกมา เราไม่ได้พึ่งพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์จริง ก็เลยตั้งจิตอธิษฐานขึ้นมาว่า “พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์จริง ๆ นั้น อยู่ที่ไหน ข้าพเจ้าขอพึ่งพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ที่เป็นที่พึ่งได้ อันที่ไม่สามารถพึ่งได้ จะไม่ขอพึ่ง”
ขณะนั้นจิตตัดสัญญาณการเกาะเกี่ยวการยึดอยู่ในพระพุทธรูป ในบทธรรมอื่น ๆ หรือว่าแม้แต่ในครูอาจารย์องค์หลวงปู่ แต่ก่อนเราเคยยึดถือครูบาอาจารย์หรือหลวงปู่คำสุขเป็นสงฆ์ เป็นที่พึ่ง เป็นสะระณัง คัจฉามิ ตอนนั้นจิตตัดความรู้สึกออกหมดเลย กระแสจิตที่ยึดโยงอยู่กับรูปเคารพ บทธรรม องค์ครูอาจารย์ ถูกตัดขาดออกทันทีทันใดเลย มันเป็นของมันเอง มันตัดของมันเอง เหลือแต่ใจของเราเอง เหลือแต่ความรู้สึกในเวลานั้นที่มุ่งจะพึ่งพระรัตนตรัย...

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น